2013/Sep/21

หลังกลับจากญี่ปุ่นกับเพื่อนสองสาวเมื่อใบไม้ร่วงปี 2011 ทริปยุโรปนี้เป็นทริปที่ใช้เวลาในการเตรียมข้อมูลมากที่สุดและนานที่สุด ข้อมูลของทริปไม่ได้หายาก คุณสามารถหาได้ทั้งจากเวปท่องเที่ยวต่างๆทั่วโลกและใช้เวลา
วางแผนไม่เกิน 2 เดือน นั่นสำหรับคนที่รู้ว่าตัวเองต้องการจะไปที่ไหนและชอบอะไร

แต่สำหรับยุโรปครั้งแรกของเราสองคน คำว่า "เวิ่น" "เพ้อ" และ "โลภ" คงจะเป็นคำที่เหมาะที่สุดตอนช่วงหาข้อมูล เพราะนอกจากทุกเมืองจะ "น่าไป" ทั้งนั้นแล้ว คนส่วนใหญ่ยังมองว่าความ "คุ้มค่า" คือการได้เห็นจำนวน
เมืองมากที่สุด ประมาณว่าไล่เก็บRC ยังไงยังงั้น เราเองก็เกือบลืมไปว่า เสน่ห์ของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่คือความสุขของการได้ละเลียดบรรยากาศรอบตัวและใช้ชีวิตเนิบช้าบ้าง

แล้ว Salzburg ก็เผยเสน่ห์ให้เราแค่เพียงเริ่มออกเดินทาง...





จาก Munich ไป Salzburg ใช้เวลา 2 ชมเต็ม รถไฟที่เรานั่งมามีจอดแวะบ้างตามสถานีต่างๆ 
สถานีส่วนมากจะเล็กๆเหมือนตามชนบทบ้านเรา อิ่มเอมกับวิวธรรมชาติกำลังเพลินๆก็ถึง





Salzburg Hbf. ถือเป็นสถานีใหญ่ในเขตบาวาเรีย เป็นชายแดนของออสเตรียติดกับเยอรมันนีสามารถใช้บัตร
Bayern มาจากมิวนิคได้ค่ะ ตอนแรกที่วางแผนอิชั้นไม่แลเมืองนี้เลย ดูยังไงที่ใครๆบอกว่าสวยก็งั้นๆ แต่ด้วย
ความที่ต้องการผ่านไป Hallstatt แต่ถ้ามาจากมิวนิคตรงๆจะนั่งรถหลายต่อมาก ไม่ห่วงตัวเองจะเหนื่อยแต่ห่วง
ผ มากกว่าค่ะ (ในการลากนังส้มนังเขียวขึ้นๆลงๆ)  อิชั้นต้องสะกดจิตตัวเองว่า "ไม่รีบ ไม่โลภ" ไปตลอดทาง 

วันนั้นอากาศเน่ามากค่ะฝนตกตั้งแต่ออกจากมิวนิค อิชั้นอยากจะเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในการปักตะไคร้ไล่ฝน
ให้ออสเตรียซะจริง ออกจากสถานีมาแล้ว อิชั้นและพี่บึ้กก็งมก้มหาทางไปโรงแรม รู้ชื่อถนนแต่หาไม่เจอ ฝนก็ตก
หนักขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ตัดสินใจยอมเซิ้งเดินออกไปตายเอาดาบหน้า

สำหรับที่พักทริปนี้มีทุกประเภททั้งโรงแรม โฮสเทลและอพาทเม้นท์ สำหรับ Salzburg เป็นโรงแรมชื่อว่า 
"Motel One Salzburg Mirabel" Motel One เป็นโรงแรมที่มีสาขาทั่วยุโรป ราคาสมเหตุสมผลไม่แพงเกินไปค่ะ
ห้องคู่ราคาประมาณ 90 Euro ดูจากแผนที่ของโรงแรม เราสามารถเดินไปเขตเมืองเก่าและสวนมิราเบลได้
ประมาณ 20 นาที แถมยังเดินจากสถานีรถไฟได้อีกเหมือนกันโดยเดินสบายๆใช้เวลา 15-20 นาที

แม้ฝนจะต้อนรับเราเข้า Salzburg แต่ก็ไม่อาจทำให้ความสวยของเมืองข้างหน้าลดน้อยลง 



สวยงามตามท้องเรื่องอีกแล้ว เอาล่ะ ชั้นยอมรับก็ได้ว่ามองเมืองนี้ผิดไป...

เดินเปียกปอนลากนังส้มนังเขียวข้ามประมาณ 4 สี่แยก ก็เห็นโรงแรมอยู่ซ้ายมือเบลอๆท่ามกลางฝน รอดแล้วเรา

 

บรรยากาศห้องของ Motel One จะแต่งคล้ายๆกันหมดทุกสาขา เตียงนอนสบายใช้ได้ค่ะ แต่ที่ต้องขอบคุณฟร้อน
เลยคือตำแหน่งของห้องที่เลือกให้ 


 
โอ๊ยยย ฟิน~ ชั้นอิจฉาคนเมืองนี้ แค่เปิดหน้าต่างก็เห็น Alps...

เช็ดตัวเรียบร้อยรอฝนหยุดก็ออกมาสำรวจเมือง แพลนสำหรับเมืองนี้มีแค่เดินไปสวนมิราเบลและเขตเมืองเก่า
เท่านั้นค่ะ แล้ววันรุ่งขึ้นก็จะย้ายเมืองกันแล้ว เนื่องจากระยะห่างของจุดที่จะไปไม่ห่างจาก รร มาก ดังนั้นอิชั้น
จึงไม่ได้วางแผนการซื้อ pass ของรถประเภทต่างๆมาเลย ใช้สองเท้าที่ก้าวเดินเท่านั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจบ
วัน เท้าของอิชั้นจะง่อยและเงิบขนาดไหน Tongue out 




สามีชั้นยืนทอดหุ่ย ปล่าว ไม่ได้หมดอาลัยตายอยากในชีวิต อย่าเข้าใจผิด



เดินมาได้จะครึ่งทาง อิชั้นมองเห็นรองเท้าพี่บึ้กว่ามีอะไรแล่บออกมา ปรากฎว่าพื้นรองเท้าผ้าใบมันร่อน! ยิ่งเดิน
ก็ยิ่งร่วงลงจนแทบจะเดินไม่ได้ ถุงเท้าชุ่มไปด้วยน้ำ เลยต้องหันหลังกลับไปโรงแรมเพื่อเปลี่ยนรองเท้าอีกคู่
บทเรียนที่สอง อย่าขุดเอารองเท้าเก่าที่ไม่ได้ใช้ไปเมืองนอก หรือถ้าอยากพามันมาควรตรวจสภาพมันก่อน



การเดินมาสวนมิราเบลไม่ยากค่ะ เดินเลียบแม่น้ำมาเรื่อยๆแล้วก็ตัดเข้าถนน จะเห็นป้ายมิราเบลบอกทางตลอด
มาตอนกลาง Spring ดอกไม้ยังไม่บานเลย สวนนี้มีชื่อเสียงมากเรื่องดอกไม้ เป็นฉากสำคัญของเรื่อง The Sound of Music (ที่พวกเราไม่ได้ดูเพราะเกิดไม่ทัน อิอิ) ก่อนมาเมืองนี้ทำการบ้านมาพอสมควร
มีทัวร์ชมเมืองเยอะมากเริ่มแบบพื้นฐานคือทัวร์ The Sound of Music พาเที่ยวดูฉากสำคัญๆในหนัง อีกทัวร์นึงที่
เราสนใจคือทัวร์เหมืองเกลือ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเมือง Salzburg ค่ะ Salz แปลว่า เกลือ แต่เนื่องจากเรามีเวลาแค่
ครึ่งวันบ่าย ถ้าไปเหมืองเกลือก็คือจะอดเดินชมเมือง ในที่สุดเลยตัดสินใจว่าไม่ไปละกัน

 
รูปนี้ชั้นฟิน อิอิ  Undecided
 
 

บรรยากาศของเมืองหลังฝนตก ชิวมากกกกก



เข้ามาถึงเขต Old Town แล้วค่ะ มุมเกร๋ของเมืองนี้คือแผ่นร้านรวงต่างๆ 

ลัดเลาะตามตรอกออกตามประตูไปเรื่อยๆ  ก็เดินตามลายแทงไปขึ้นเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปบนป้อมปราการบนเขา แล้ว
เราก็เจอภาพนี้....





 
 



ข้างบนหนาววววววและลมเย็นมากกกกกก

Salzburg คงเป็นเมืองในลิสต์ของใครหลายๆคน เราเลยเจอคนไทยเยอะมาก ทั้งเดินชนกันตามตรอก ทั้งฟัง
เสียงกรี๊ดกร๊าดตอนอยู่บนป้อม เสียงดังมากกกกกกกก พี่บึ้กเลยบอกว่าอ้อมไปอีกด้านจนกว่ากรุ๊ปนี้จะย้ายดีกว่า
ยังไงเราก็ไ่ม่ไ่ด้ถ่ายรูปอยู่ดี พวกนางบังแอลป์ชั้นซะมิด  -*- 

เดินเล่นจนคุ้มค่ากระเช้าก็เข้าแถวลงมาชมเมืองยามเย็น





เอาป้ายรถเมล์ของเมืองมาฝากค่ะ ยังดูเป็นชนบทตามท้องนาอยู่เลย

 
เราจบวันด้วยการเดินกลับไปกินข้าวเย็นที่ห้อง ตอนเที่ยงกินอาหารอิตาเลี่ยนในเมือง ตอนเย็นพี่บึ้กซื้อเคบับ
กลับโรงแรม ส่วนนังกิ๊ฟ เริงร่าท้ามาม่าคัพถ้วยแรกของทริปค่ะ ฮี่ฮี่ อุตส่าห์ตั้งใจจะ Get Local, Eat local 
แต่ไม่ไหวจริงๆ ตากฝนทั้งวันชั้นอยากกินอะไรร้อนๆ แล้วเราก็จบวันด้วยการเข้านอนแต่หัวค่ำ ไม่มีแสงสี
ของบาร์ มีแต่แสงดาวเต็มท้องฟ้า (ไม่ต้องชิงแหวะ กรูเขียนเองยังอยากจะอ้วกเลย 5555555555)




ขอส่งท้ายเอนทรีนี้ด้วยภาพพาโนของ Salzburg ไว้ให้คิดถึงนะคะ ถามพี่บึ้กว่าระหว่างมิวนิคกับชาลสบูรก์ชอบ
ที่ไหนมากกว่ากัน ฮียังยืนยันว่าเป็นมิวนิค ฮีบอกว่าที่นี่ก็ดีนะแต่มันไม่มีอะไรให้ทำ -*-
ชั้นดูเคราแล้วเมืองต่อไปจะทำยังไงล่ะ (ช่วยไม่ได้ ส่งทริปให้ตรวจแล้วไม่แคร์เอง The show must go on!)

แต่สำหรับอิชั้น Stunning Salzburg ไม่ได้เป็นคำที่เกินเลย เคยรีวิวทริปญี่ปุ่นที่ทาคายาม่าแล้วจั่วหัวบลอคว่า
ลืมหัวใจไว้ในขุนเขา แต่นี่แค่เมืองที่สองของทริป ชั้นก็ตัดสินใจที่จะทิ้งหัวใจไว้ที่ยุโรปแล้วค่ะ :))

อิชั้นกับพี่บึ้กเคยไปต่างประเทศด้วยกันก่อนหน้านี้แค่ครั้งเดียวที่โซล แม้นี่จะเป็นเพียงเมืองที่สองของทริปที่สอง
แต่ก็บอกได้เลยว่า นี่คือ perfect partner ในการเดินทางด้วยกัน เปล่าค่ะ ไม่ใช่ว่าอิชั้นจะไปหวานเรี่ยราดปาด
หน้าเค้กกันสองคน แต่มันเป็นโมเม้นท์ที่เรามีโอกาสแลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้มากกว่าปกติ มีเวลาคิดทบทวนถึง
ช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้เดินช้า กินช้า และปลดเปลื้องทุกพันธนาการของเราเอาไว้ที่กรุงเทพ 

บางทีการเดินทางก็ให้อะไรมากกว่าแค่เอนจอยกับสถานที่ใหม่ๆหรือได้เห็นโลกกว้างนะคะ เพราะการได้เห็น
ตัวเองชัดขึ้นต่างหากที่จะทำให้เรากลับมาด้วยมุมมองใหม่ๆ มองโลกและผู้คนได้ละเอียดขึ้น นี่คงเป็นเสน่ห์
ของการเดินทางที่ต่อให้อ่านหนังสือเป็นหมื่นเล่มก็ไม่อาจสัมผัสได้

หากโกวเล้งชื่นชอบบรรยากาศของการร่ำสุรามากกว่ารสชาติของมัน อิชั้นก็คงเป็นหนึ่งในคนที่หลงใหลอากาศ
ระหว่างการเดินทางมากกว่าจุดหมายปลายทาง เพราะเสน่ห์จริงๆของมันเริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่เริ่มออกเดินเลยค่ะ 

พบกันใหม่เอนทรีหน้าของซีรีย์ ทิ้งหัวใจไว้ที่ยุโรปกับเมืองแห่งทะเลสาบสีเงิน Hallstatt นะคะ
ขอบคุณมากๆที่ติดตามค่ะ :D

------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปล. วันนี้ใช้เวลาอัพนานมากกกกก มัวแต่ฟินกับวอลเล่ย์บอลไทยอยู่ ในที่สุดก็ได้แชมป์สมัยสองเสียที มีความ
สุขมากกับชัยชนะของสาวไทยค่ะ :)))





 


BLuEs&A~bLuEskY
View full profile
Code Here.