ความรักของใครคนหนึ่งอาจหมายถึงเพียงแค่ ความรักระหว่างคนรัก ความรักระหว่างเพื่อน ความรักระหว่างพี่น้อง ความรักระหว่างครอบครัว.... แต่กิ๊ฟเพิ่งได้รู้จักความรักอีกแบบที่ไม่ได้ใหม่ในพจนานุกรมของคนอื่น แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตกิ๊ฟได้เรียนรู้จักคำว่ารักในอีกความหมายหนึ่ง เป็นความรักบริสุทธิ์ที่ไม่ได้ต้องการสิ่งใดใดตอบแทน....
เมื่อประมาณสามเดือนก่อน กิ๊ฟได้ไปเยี่ยมเจ้คนหนึ่งที่เป็นญาติสนิทกัน บ้านเจ้มีหมาสองตัว เป็นสุนัขพันธุ์ผสม ด้วยความที่เคยเลี้ยงหมาตอนเด็กๆ แต่เกิดเหตุบางอย่างที่ทำให้เลี้ยงต่อไม่ได้ ความรู้สึกรักและเอ็นดูหมายังคงอยู่ในใจตลอดมา
ซูกัสเป็นหมาที่ฉลาดมากกกกกกกกกถึงมากที่สุด หากมีวิวัฒนาการอีกขั้นนึง ซูกัสคงเป็นคนที่อยู่ในร่างหมาอย่างแน่นอน รู้ความและเข้าใจในการสื่อสารทุกอย่างที่เราคุยกับเค้า กิ๊ฟได้เจอซูกัสครั้งแรกในวันนั้น ซึ่งเป็นวันที่ซื้อขนมหมาเข้าไปฝาก แต่เค้าหยิ่งและหวงตัวไม่ยอมให้กิ๊ฟจับ เลยได้แต่โยนขนมกองๆเอาไว้
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา การรับรู้เรื่องราวของซูกัสก็มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องทางเอ็มกับเจ้คนนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่กิ๊ฟนึกรักและเอ็นดูซุกัสตั้งแต่แรกเห็น อาจจะเพราะความตอแหลเกินหมาของเค้าก็ได้มั้ง ที่ทำให้ทุกคนรอบตัวอดที่จะรักเค้าไม่ได้
แล้ววันหนึ่ง...เจ้ก็บอกว่าซูกัสไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมกินน้ำ พวกเราเข้าใจกันว่าเป็นเพราะกัสประท้วงที่เราไม่พาออกไปนั่งรถเล่น ซุกัสชอบงอนเวลาทีไม่ได้ดั่งใจ ถ้าสัญญาว่าจะพาไปเที่ยวแล้วเบี้ยวนัด กัสจะงอนเดินบิดตูดเข้าบ้านไม่มองหน้าเลย ต้องง้อด้วยการเอารถมารับมันไปเที่ยวในวันถัดไป
พวกเราพากัสไปหาหมอที่เกษตรหลายครั้ง หมอตรวจเลือดและสรุปอาการว่า กัสไม่ได้ป่วยอะไรแต่เป็นเพราะว่าต้องการความรักและเรียกร้องความสนใจ เพราะระหว่างที่ตรวจตาแป๋วแหววจ้องหน้าหมอตลอด หมออมยิ้มแล้วบอกว่า "หน้าแบบนี้ไม่ได้ป่วยหรอกค่ะ" พวกเราโล่งอกแต่ยังไม่วางใจเพราะกัสยังไม่ยอมกินข้าวและกินน้ำ ขนาดว่าป่วยแต่เวลาที่ทำความสะอาดบ้าน ก็จะลุกจากที่นอนเพื่อมาช่วยจับหนู
อีกหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป กัสเริ่มผอมลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับอาการน้ำมูกไหล หมอคลีนิคแถวบ้านบอกว่ากัสเป็นโรคปอดชื้นแต่พวกเราตัดสินใจเปลี่ยนหมอไปคลีนิคอีกแห่งหนึ่งที่เราเคยหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต หลังจากที่หมอตรวจสารคัดหลั่ง(ขี้ตา) หมอสรุปว่ากัสเป็น "ไข้หัดสุนัข"
พวกเราหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับอาการของโรคแล้วเราก้พบว่า อาการของกัสเข้าสู่ระยะทางเดินอาหารและแรกเริ่มของทางเดินหายใจ ช่วงนั้นกัสจะนอนไม่ได้เพราะหายใจไม่ออก ต้องนั่งตลอดคืนและแม้แต่น้ำก้ก้มลงไปกินเองไมได้ เจ้ต้องฉีดอาหารและน้ำทางสลิงค์ สองวันผ่านไป เสลตในลำคอดีขึ้นและหมอชมว่าอาการดีขึ้นมากเหมือนปาฎิหาริย์ เรียกได้ว่าหายป่วยแล้วเหลือเพียงแค่อาการไม่อยากอาหารและน้ำเท่านั้น
เจ้เพียรซื้ออาหารทุกชนิดและทำทุกวิธีที่จะให้กัสกินอาหารได้มากขึ้น กัสก็ยังคงต้องกินอาหารทางสลิงค์และเปลี่ยนอาหารให้เป็นนมหรือพวกแบรนด์เพื่อบำรุงกำลังแทน หลังจากนั้นประมาณสามวัน อาการที่ว่าดีขึ้นก็เหมือนจะแย่ลงเพราะขาหน้าสองข้างไม่มีแรง กัสลุกขึ้นยืนเองไม่ได้ ลุกทีไรหน้าทิ่มทุกที จนเจ้และทุกๆคนต้องบอกว่าไม่ต้องเดินก้ได้ นอนตรงนี้ ฉี่ตรงนี้แหละ แรกๆคงจะยังอายที่ต้องฉี่บนที่นอน เลยต้องแอบฉี่ตอนที่ไม่มีใครเห็น ตอนหลังเจ้เลยพยายามอุ้มเข้าออกนอกบ้านวันละหลายครั้งเพื่อให้ฉี่ แม้ว่ากัสจะนอนทั้งวัน แต่จะคอยหันหน้าขึ้นมามองเวลามีใครเรียกแม้ว่าตาลืมแทบไม่ขึ้นก็ตาม
คุณหมอให้พวกเราช่วยกันนวดขาให้ตลอดเวลา ตบปอดเพื่อให้หายใจสะดวก พวกเราเปลี่ยนจากการให้อาหารมาเป็นนมผงเด็กเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กัสแทน อาการของโรคดูจะเข้าสู่ระยะของระบบประสาท เพราะขาหน้าที่ไม่มีแรงของกัสเริ่มกระตุกนิดๆ แต่ความฉลาดของกัสทำให้เราทึ่งมากเพราะเค้าเลือกที่จะนอนท่าทับขาหน้าเอาไว้ไม่ให้กระตุก นานๆทีจึงเปลี่ยนท่าแล้วก็กลับมานอนท่านี้ใหม่
หลังจากอาการทรงๆอยู่ได้อาทิตย์นึง ขาเริ่มกระตุกมากขึ้นแล้วสิ่งที่เรากลัวตั้งแต่แรกก้เกิดขึ้น กัสนอนกัดลิ้นตัวเองโดยไม่รู้ตัว เลือดไหลออกจากปากและมีเศษเนื้อชิ้นเล็กๆติดอยู่ เจ้รีบเอากัสไป รพ สัตว์จุฬา หมอบอกว่าต้องให้น้ำเกลือติดกันสามวัน ที่เค้ากัดลิ้นตัวเองเป็นเพราะควบคุมตัวเองไมได้และเค้าไม่รู้สึกเจ็บด้วย ตอนนี้กัสไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว นอนหลับอย่างเดียว พอยาหมดฤทธิ์ก็จะเงยหน้ามามองเป็นระยะ
ในที่สุดวันที่สามของการให้น้ำเกลือก็จบลง พร้อมๆกับที่กัสหายใจติดขัดและแผ่วเบาลง ปัสสาวะราด หยุดหายใจไปแล้วก็กลับมาหายใจใหม่ หมอบอกว่าเค้าใจแข็งมาก อดทนมาได้นานขนาดนี้ ไม่มีแม้แต่เสียงร้องสักแอะ ท้ายที่สุดทั้งหมอและทุกคนก็เห็นตรงกันว่าควรจะให้เค้าไปอย่างสงบ เพราะถ้าให้เค้าไปตามธรรมชาติ โอกาสที่สมองเค้าจะฟื้นตัวมีน้อยมาก ถึงหายแต่ก็จะไม่เหมือนเดิมเพราะระบบประสาทถูกทำลายไปหมดแล้ว หมอเลยฉีดยานอนหลับให้กัส เค้าสงบนิ่งมากขึ้น ลิ้นที่ถูกงับก็กลับเข้าไปเหมือนเดิม เหมือนหมาที่นอนหลับสนิท....
กัสจากพวกเราไปแล้วเมื่อคืนนี้ หลังจากที่ใช้ชีวิตมาได้ 8 ปี สิ่งที่เหลืออยู่คงมีแค่เพียงความทรงจำดีๆ อย่างน้อยพวกเราก็ยังดีใจที่ได้ช่วยกันดูแลอย่างเต็มที่.....และให้ความสำคัญกับกัสเป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน เจ้เล่าว่าหมอ(ผู้ชาย)ที่ฉีดยาให้กัส ลูบหัวแล้วบอกกับกัสว่า ไปเกิดเป็นคนนะลูกพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า เช้าวันนี้หลังจากที่เจ้มาเล่าให้กิ๊ฟฟัง พิมพ์เอ็มกันไปน้ำตาก็ไหลไปตลอดเวลา....เศร้าจริงๆ
ตอนที่ยังไม่ป่วย ทำหน้าตาตอแหล เวลาใครขัดใจก็จะต้องงอน ชอบทำตาปริบๆให้สงสาร
ตอนที่ป่วยหนัก ลุกเดินไม่ไหวแล้ว
ท่านอนที่คลาสสิคมาก เอาปากทับขาหน้าที่กระตุกเอาไว้ตลอดเวลา
ก่อนที่กัสจะหลับสบาย....น้ำหนักสุดท้ายเหลือที่ 7 กิโลจาก 10 กิโล
--------------------------------------------------------------------
คงเป็นบลอคที่ยาวมากๆๆ ถ้าไม่อยากอ่านก็ผ่านไปได้เลยนะคะ ระหว่างที่นั่งพิมพ์ไป น้ำตาก็ไหลไป ไม่รู้จะร้องอะไรมากมาย คนที่ไม่เข้าใจอาจจะบอกว่าร้องเหมือนญาติเสีย ค่ะ มันเหมือนญาติเสียจริงๆ ทั้งที่พอจะทำใจไว้บ้างแล้ว แต่พอวันนี้มาถึงก็ใจหาย ซูกัสฉลาดเหมือนคนจริงๆ ยิ่งได้เห็นความแสนรู้ก็ยิ่งรัก...
กัสเอ๋ย ตอนนี้หนูยังหลับอยู่รึเปล่า หนูจะรู้รึยังว่าตอนนี้หนูไปอยู่ที่ใหม่แล้ว ใครบางคนบอกว่า สุนัขเป็นชาติสุดท้ายก่อนที่จะได้มาเกิดเป็นคน ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ตอนที่หนูลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็คงได้เวลาที่หนูจะเกิดใหม่เป็นคนแล้วนะ เจ้จะทำบุญใส่บาตรไปให้ หนูจะได้ไปเจอภพภูมิที่ดีขึ้นไป...
หลับให้สบายนะซูกัส....แล้วสักวันหนึ่ง เราต้องได้พบกันใหม่แน่นอน
(ฮือ ทำไมน้ำตาไม่ยอมหยุดไหลเลยอะ)