สวัส-ดา-คิบ.....สวัสดีคับบบ (ชอบจิง มุกเสี่ยวของปิดเทอมใหญ่ฯเนี่ย) ใครยังไม่ได้ดู อิกิ๊ฟขอบอกว่าสองรอบแล้วค่ะ สนุกดี คิดถึงสมัยวัยละอ่อน เป็นหนังที่ดีกว่า Season Changes อีกน้าในความคิดอิชั้น แต่ที่ชอบที่สุดคือ นมของน้องอ้อย ฮือ อิจฉาเว้ยยยยย T_T
กลับมาที่ภาคต่อของการเดินทางกันดีกว่าค่ะ หลังจากเหนื่อยและทรหด(แต่สุขใจ)กันในเกาหลีแล้ว อิชั้นกะเจ้านายก็ยักย้ายส่ายสะโพกงามๆเดินทางเข้าญี่ปุ่นกันท่ามกลางอากาศที่ยังหนาวและลมแรง เป็นทริปญี่ปุ่นเปิดซิงอิชั้นเลยนะเนี่ย อิอิ ติดตามกันได้เลยนะคะ อ้อ รูปเยอะมากที่เดียว ขอบอกกกกก
ครั้งที่แล้วมีรูปเครื่องบินลำที่เราจะต้องเดินทางด้วยไปแล้ว พอขึ้นเครื่องก้เป็นเวลาอาหารกลางวันพอดีค่ะ อิวรรณนภาฝันหวานถึงอาหารญี่ปุ่นแท้ๆแบบต้นตำรับ กินแบบร้องโออิชิกันไปเลย เอ เมนูญี่ปุ่นแรกของเราจะเป็นอะไรกันดีน้า ซูชิ? คัตสึด้ง? ข้าวแกงกะหรี่? หรือจะเป็นเทปุระ?
ค่ะ เพราะมันคือฝันกลางวันบนสายการบิน JAL ไงล่ะคะ ของจริงมันมาแบบนี้....
....
..
.
อาหารกล่องขนาดบรรจุพกพา ปิดผนึกมาอย่างดีแบบต้องมนตรา สะอาดและแพคเกจจิ้งสวยตามสไตล์ญี่ปุ่น
ส่วนข้างในน่ะเหรอคะ.......
คุณๆเคยทานบะจ่างแช่ตู้เย็นแบบไมได้อุ่นร้อนไม๊คะ นั่นแหละค่ะอาหารกลางวันมื้อแรกเหนือน่านน้ำญี่ปุ่นของอิช้านนน บวกกับไข่ เห็ด สาหร่าย แล้วก็มีของหวานเป็นฟรุตสลัดกล่องเล็ก อิชั้นกลืนน้ำลายเอื๊อก.......อารมณ์ค้างเฟ้ยยย (ฮือ ไม่อร่อยเลย)
หลังจากเดินทางกันได้ประมาณสองชมติ๊ดๆ ก็มาถึงสนามบินที่มีเที่ยวบินลงจอดหนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่เนื่องจาก JAL ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Star Alliance เหมือน TG, ANA ก็เลยต้องจอดที่ Terminal 2 ค่ะ และเนื่องจากมีแต่คนอยากจะชื่นชมประเทศแห่งอาทิตย์อุทัยนี้ อิกิ๊ฟกะเจ้านายก็เลยต่อคิวเพื่อรอตรวจPasspost แค่ชม กว่าๆเท่านั้นเองค่ะ เมื่อยมากกกกกกกกกกกกก
Welcome to Narita! มันใช่ชินจังไม๊คะคุณๆขา
จุดหมายที่เราจะไปอยู่ในย่านธุรกิจสุดหรูของโตเกียว เป็นย่านที่เพิ่งเกิดใหม่ได้ไม่นาน ชื่อว่า Shiodome (ชิโอโดม-เมะ) เราเข้าเมืองกันโดย Limousine Bus สีส้มที่จะเวียนส่งตามโรงแรมต่างๆในแถบนั้น ราคาคนละสามพันเยนค่ะ (1000 Yen = 300 Baht) และโรงแรมที่เราจะไปพักกันนั้นชื่อว่า Royal Park Shiodome ค่า
คนญี่ปุ่นขึ้นชื่อในเรื่องของการให้บริการอันยอดเยี่ยม เหมือนกับทุกคนมีความภูมิใจในอาชีพของตัวเองสุดๆ คนขับรถลีมูซีนนี้จะจอดรถและลงไปยกกระเป๋าเข้าโรงแรมด้วยตัวเองทุกจุดรับส่งเลยค่ะ และที่อึ้งมากก็คือ พนักงานโรงแรมทุกจุดจะโค้งให้กับรถลีมูซีนของเราจนลับสายตา...........แม่เจ้า
ไม่รู้ว่าวัดอะไรค่ะ แต่ว่าสวยดี สถานที่โบราณท่ามกลางตึกระฟ้า ถนนสะอาดมากๆเลยค่ะ
ไม่ว่าญี่ปุ่นจะผลิตรถยนต์ลุ่นล่าสุดออกมาป้อนตลาดโลกมากแค่ไหน แต่แท๊กซี่โตเกียวก็ยังคงความคลาสสิคไว้แบบนี้มาช้านาน จื๊ดมากๆค่ะ
Tokyo Station หรือหัวลำโพงของโตเกียวนั่นเอง
ห้างไดมารูค่ะ ใหญ่และสูงเสียดฟ้าจิงๆ
ถึงโรงแรมกันเสียที เหน็ดเหนือยกับการเดินทางตั้งแต่เช้า เวลาเช๊คอินของอิชั้นและเจ้านายคือหกโมงครึ่งค่ะ เฮ้อ
เดินเข้ามาถึงก็เปลี่ยนรองเท้ากันก่อนนะคะ
แวะล้างหน้าสักนิด ของในกะบะนี้จะมีเติมให้ทุกวัน ห่อสีเหลืองๆเป็นเกลือขัดผิวกลิ่นเลมอนค่ะ หอมและสดชื่นมากมาย อยากจะงกเอากลับบ้านเหมือนกันอะนะ แต่ไม่มีที่ในกระเป๋าเลย เสียดาย >_<
ห้องน้ำที่โตเกียวส่วนมากจะให้บริการชักโครกแบบมีบริการล้างก้น ช่วงที่ไปหน้าหนาว น้ำออกมาเป็นน้ำอุ่นด้วย ชอบมากกกกกก นอกจากช่วยในการทำความสะอาดจิ๊มิน้อยแล้วนะคะ ยังเป็นเหมือนยาระบายสำหรับคนที่อึ-อึ๊ไม่ออกอีกด้วย ให้เวลากะมันนิดนึง แล้วก็ปล่อยให้น้ำอุ่นๆพุ่งขึ้นมา ปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นล่ะค่ะ ให้มันย้ำ ย้ำ ย้ำ และย้ำไปเรื่อยๆ จากที่คุณไม่รู้สึกปวดอึก็จะค่อยๆอยาก ปล่อยให้ไหลไป......ให้ลอยลงสู่ทะเลให้หายไปปปปป สารพัดประโยชน์จริงๆเน้อ
เตียงนอนหนานุ่มกับหมอนหกใบ เอ่อ เกือบไม่มีชีวิตรอดตอนเช้าเพราะถูกหมอนปิดทับหน้าจนเกือบหายใจไม่ออก แง
จอที่เห็นเป็นทั้งพีซีและโทรทัศน์ค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถซื้อหนัง AV ได้โดยการชำระผ่านบัตรเครดิต อู้ววว
วิวโตเกียวจากตึกชั้น 33 ค่ะ ไม่อยากจะน้ำเน่าเลยนะคะแต่ขอเถอะ "โตเกียวสวยเหลือเกินนนนน"
หลังจากเก็บกระเป๋า ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย ก็จะถึงดินเนอร์มื้อแรกกับลุกค้าแบบไม่เป็นทางการเท่าไร ลุย!
สาเกเสริฟ์มาในถ้วยแบบโบราณ แรงน้อยกว่าโซจูของเกาหลีค่ะ ไม่ฝาดลิ้นเท่าไร พอไหวๆ
Appetizer จานแรก O_o กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด ปลาเป็นตัวๆเลยวุ้ย คลุกมาในซอสอะไรซักอย่าง อึ๋ย เห็นตามันมองอิชั้นด้วยแววตาน่าสงสาร เจ้านายและลูกค้าก็ลุ้นให้กินใหญ่เลย ทางที่ดีหลับตาแล้วดูดเข้าไปเลยดีกว่า หากมองตามันนานๆแล้วอาจจะแหวะได้ รสชาตไม่เหม็นคาวเลยค่ะ เพียงแต่มันหยึยๆตอนเข้าปากเท่านั้นเอง ถ้าไม่จินตนาการว่าปลาน้อยร้อยตัวกะลังว่ายผ่านคอหอยของคุณไปก็โอเคค่ะ
วรรณนภากะเจ้านายค่ะ เจ้านายหน้าเริ่มแดงหลังจากดื่มเบียร์ผสมสาเกเข้าไป จะรอดไม๊เนี่ยย??
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ในที่สุด ฟ้าก็เข้าข้างริน ซาซิมิของโปรดมาแล้ววววววว ด้านซ้ายล่างนี่คือปลาทูน่าสดนะคะ ตรงกลางเป็นหอยเชลล์ที่โคดใหญ่ มุมล่างขวาเป็นแซลมอน ติดกับหอยเชลล์คือหอยปีกนก ละลานตามากมายยยย กรี๊ดดดดดดด
เทมปุระแบบต้นตำหรับ กรอบและอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกก เคี้ยวได้จนถึงหางกุ้งเลย
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด (ขออีกรอบนะ) ซูชิแบบเนื้อเน้นๆๆๆๆ ดีใจที่ได้เกิดมา >____<
หลังจากจัดการอาหารบนโต๊ะไปหมดแล้ว เจ้านายและลุกค้ายังสั่งราเม็งมากินอีกแต่อิชั้นขอบายเพราะว่าอืดเต็มที่ แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้าฉันใด กระเพาะอิกิ๊ฟก็ยังมีที่เหลือสำหรับของหวานเสมอ
Soft Ice-Cream รสวานิลลาค่ะ อร่อยมาก(อีกแล้ว)
ออกจากร้านแบบพุงป่องสุดๆๆๆๆๆ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณสามทุ่มกว่าแล้ว แต่ตามธรรมเนียมญี่ปุ่นก็ต้องไปจิบๆดื่มๆคุยๆกันต่อพอเป็นพิธี ตาเริ่มจะปิดแต่ยังนอนไม่ได้ค่ะ
ง่วงเหลื๊อเกินนนน แต่ตาลอยคอยมองบริกรอยู่ค่ะ หนุ่มญี่ปุ่นนี่สูง หล่อและน่ากินยิ่งกว่าซาซิมิอีก อิอิ
เป็นการรีวิวภาคเที่ยงเพื่อกระตุ้นต่อมอยากอาหารสำหรับคุณๆนะคะ สำหรับตอนต่อไปจะเป็นอะไรนั้น ติดตามได้ไม่นานเกินรอ (คนเขียนยังไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาโม้เลย แหะๆ)
ใกล้สิ้นเดือนแล้ว เย้ๆๆๆๆๆๆ ขอให้มีความสุขในวัน(ใกล้)วันเงินเดือนออกนะคะ
เทคแคร์ค่า คิดถึงนะ จุ๊บๆๆ
รักญี่ปุ่น 55+