หายไปนานเลยทีเดียว กลับมาครั้งนี้ มาต่อภาคจบของซีรีย์ภาคเกาหลีและญี่ปุ่นก่อนจะถึงวันพักร้อนยาวๆๆๆค่ะ
หลังจาก บลอคที่แล้ว อิชั้นบอกคุณๆว่าเราเดินทางมาถึงชิบะกันแล้ว ตอนนี้อิชั้นจะพาคุณเข้าโรงแรมด้วยกันก่อนเลยนะคะ เค้าเรียกว่าไม่พูดมาก ตีหัวเข้าบ้านกันเลยดีกว่า อิอิ (รูปเยอะมากกกกกกก ขอบอก)
Makuhari-Messe หรืออิมแพคบ้านเรานั้น มีโรงแรมที่ให้บริการกับคนที่มาประชุมหรือแขกบ้านแขกเมืองละแวกนั้นหลายแห่งด้วยกัน แต่ละที่สนนราคาก็มีตั้งแต่แพงถึงแพงมากกกกกกค่ะ เท่าที่เดินเล่นอยู่สามวัน อิชั้นแทบไมได้พบคนไทยเท่าไรเลย เจ้านายบอกว่า คนไทยส่วนใหญ่จะออกไปพักนอกเมืองไกลกว่านี้แล้วนั่งรถไฟเข้ามาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย นี่อิชั้นก็เรียกได้ว่าโชคดีอีกแล้วล่ะสิ
โรงแรมที่พวกเราพักชื่อว่า The Manhattan ค่ะ จะสวยยังไง ตามไปดูรูปกันเลยดีกว่าเนอะ
ห้องที่ได้เป็นเตียงเล็กสองเตียงค่ะ หลังจากที่หญิงกิ๊ฟเชื่อหม่อมแม่มาตลอด เลยต้องยกกระเป๋าเดินทาง(อันหนักอึ้ง)ไปไว้บนเตียงอีกอัน เพื่อป้องกันมิให้ใครมานอนเป็นเพื่อนอิชั้นยามค่ำคืน บรื๋ออออ (ทำเป็นเล่นไป ห้องเจ้านายใหญ่ข้างๆ นอนไม่หลับทั้งคืนนะเฟ้ย) ไม่อยากเจอผีญี่ปุ่นง่ะ
เปิดตู้ออกมา เจอที่วางรองเท้ากับเซฟ พื้นที่น้อยจริงๆ ห้องแคบ แต่ว่าก็พยายามยัดทุกอย่างให้ลงตัว
มองจากปลายเตียงค่ะ จะมีบานประตูปิดอยู่ เปิดออกมา เจอห้องน้ำหินอ่อนอยู่ด้านใน ว้าวววว
และโถส้วมช่วยอึก็พร้อมสำหรับภารกิจ
มาดูใกล้ๆว่ามีปุ่มอะไรบ้าง ปุ่มแรกคือสั่งให้น้ำหยุดไหล ปุ่มสองคือสั่งให้น้ำฉีดตรงก้น สำหรับช่วยอึได้ เพราะมันย้ำเหลือเกิน ปุ่มสีชมพู เอาไปฉีดจิมิ๊น้อย และปุ่มขวาสุด เอาไว้กลบเสียงไม่พึงประสงค์ เป็นเสียงกดชักโครกค่ะ ส่วนไฟเขียวที่ขึ้นก็เป็นระดับความแรงของน้ำ ใครชอบซาดิสต์ก็ปรับไปขวาสุดเลยนะคะ ริดสีดวงระเบิดแน่นอน ฮ่าๆ
อุปกรณ์ของใช้ภายในห้องน้ำ ที่เป็นขวดพวกแชมพู สบู่ ครีมนวด เค้าเตรียมของ Shiseido ให้หมดเลย กรี๊ดดดดดดดดด
สุดยอดของการอาบน้ำ เป็นอ่างที่ลงไปแช่ได้ประมาณสองคนครึ่ง มีทั้งน้ำวน น้ำร้อน ที่สำคัญ มองลงไปเห็นวิวข้างนอกด้วย มองไปไกลๆแอบเห็นทะเลอีกแน่ะ ขอนำเสนอหน่อยนะคะ ชอบมากกกกกกกกกกก แต่ว่ามีเวลาได้แช่น้ำจริงๆแค่คืนเดียวเอง กลับมาดึกทุกคืนเลย T_T
เก็บข้าวของกันเรียบร้อย ก็ได้เวลาไปเยี่ยมชมบูธที่เราต้องมาทำงาน ได้เวลาขายของแร้ววว
บูธของบริษัทที่ไปแจมกะเทรดดิ้งญี่ปุ่น
ผลไม้อร่อยๆๆๆจ้า
จะมีสักกี่ครั้ง ที่มีโอกาสได้มางานใหญ่ระดับโลกแบบนี้
อ้อ ลืมบอกว่ารอบๆ exhibition มี outlet ที่ขายสินค้าแบรนด์เนมด้วย
มีแต่ยี่ห้อแปลกๆๆๆไม่รู้จัก
ยกเว้นอันนี้ รู้จักแต่ไม่มีปัญญาซื้อ แต่ถูกมากพอสมควรเลยค่ะ
หลังจากงานเลิก ก้ได้เวลามื้อแพงที่สุดในชีวิตอิชั้นแล้วค่ะ เกิดมาไม่เคยได้กินอะไรแบบนี้เลย พระเจ้า....
ห้องอาหารที่เรามาทานกันคือห้องเทปปันยากิชั้นบนสุดของโรงแรม เจ้านายทั้งหลายทานกับลูกค้าชาวญี่ปุ่นค่ะ สนนราคาของอาหารแต่ละเซ็ตคือ 29,000 เยน หรือว่า 8,700 บาทต่อคนเท่านั้นเอง เอื๊อกกก จะแพงไปไหนวะเนี่ย
ก่อนทานต้องแต่งตัวก่อน เดี๋ยวเปื้อน
จานแรก อะไรไม่รู้ (ไมได้ช่วยอะไรเล้ยย) ตรงกลางเป็นเต้าหู้ ขวาเป็นสาหร่าย ไม่รู้แล้วว่ะ
คาเวียร์กับแครกเกอร์ค่ะ ไม่เหม็นคาวเลย อร่อยยยยยยยยย (ช้อนนี้ ต้องเสียปลาไปกี่ตัววะเนี่ย)
เป๋าฮื้อสดสำหรับสี่ท่าน ปกติเคยเห็นแบบแห้งที่มาม๊าทำไหว้ตรุษจีน แต่อันนี้ มันยังไม่ตายค่ะคุณ หายใจฟืดฟาดอยู่เลย
เค้าเอามาวางเรียงกันแบบนี้แล้วก็ย่างพร้อมกัน ใส่เนยให้หอมด้วย กลิ่นดีแต่มันกระดึ๊บๆใหญ่เลย O_O
เสร็จแล้วพนง ก็หั่นแล้วเรียงวางไว้บนจานแต่ละคน
เนื่องจากอิชั้นไม่ทานเนื้อ เลยสั่งเป็นหมูมาแทน แต่พนงบอกว่า เนื้อในเมนูแพงมากกกกก แค่หมูอย่างเดียวราคายังถูกไปจึงต้องเพิ่มไก่และซีฟู้ดเข้าไปด้วย ไม่เป็นไรค่ะ กิ๊ฟรับไหวเสมอ ในรูปคือหอยเชลล์สดกับเนื้อปลาทะเลค่ะ
และนี่คือหมูกับไก่ อร่อยมากกกกกก จบจากของคาว เค้ายังมีข้าวผัดกระเทียมและชา กาแฟ พุ้ดดิ้งต่ออีก อิ่มจนพุงปลิ้น หมดกัน.....เฮ้อ
โฉมหน้าของนายๆทั้งหลาย มา business กับคนระดับเจ้าของ ผู้จัดการแล้วเนี่ย ท่านๆบอกว่า อิชั้นเป็นเบบี๋มากค่ะ อายุน้อยอยู่คนเดียว เลยสปอยด้วยการตามใจหมดไม่ว่าจะสั่งอะไร ดีจิงๆๆ
และแล้วในที่สุด สามวันของการจัดงานก็ผ่านไป มาถึงวันสุดท้ายที่จะต้องลาญี่ปุ่นกันแล้ว เจ้านายเลยนัดเจอกับเพื่อนเก่าคนนึง ทานข้าวเย็นด้วยกัน
ใส่เสื้อขาวเหมือนกันอีกเนอะ
เราเลือกทานอาหารง่ายๆแต่อร่อยและจดจ้องๆมาตั้งแต่ถึงโตเกียวใหม่ๆแล้ว มื้อนี้ไม่แพงแต่(โคด)อร่อย
ข้าวหน้าหมูทอด คัตสึด้ง อันโด่งดัง นำเสนอเป็นเซ็ตค่ะ
ชามที่ใส่มามันเป็นหินร้อน น้ำแกงและไข่เลยเดือดปุดๆๆๆๆตลอดเวลา โอยยย อร่อยยยยยย
หมดจากของคาว ก็ต้องล้างปากด้วยของหวานสักหน่อย
ร้านนี้แหละ น่าจะเวิรค์
Soft Ice-cream อร่อยอีกแล้วววว โคนใหญ่สะใจมากกกก ชอบจริงๆ ญี่ปุ่นนี่ อะไรก็อร่อย
ในที่สุด อิชั้นก็มีเวลาละลายเหรียญในกระเป๋า มีเวลาแค่ไม่กี่นาที รีบฉกฉวยไว้ที่ร้าน 100 เยน
คนอื่นเค้าไปซื้อกันที่ร้านขายยาในโตเกียว อิกิ๊ฟได้แค่หน้า 7-11 กรรม.....แต่อย่างน้อยก้ได้แชมพู Tsubaki ของชิเซโด้มาแบบหวุดหวิดพร้อมกันแดด Anessa ลิปสติคให้มาม้าและยาทาเล็บให้ก้อยกะอีเจ๊
ร่มคันเล็กสำหรับน้องๆเพื่อนๆ
ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา แม้ว่าจะอยากอยู่ต่อแค่ไหน แต่ก็ต้องกลับบ้านแล้ว........หมดเวลาสำหรับเวลาแห่งความฝัน
และในเมื่อเราเดินทางมาด้วย business class อย่างราชา ขากลับบ้านก็ต้องไปแบบยาจก กลับสู่สภาพเดิม T_T
แออัดโคดๆๆๆๆ จัดมาได้ยังไงวะเนี่ย ที่นั่งแบบ 3-4-3 แต่โชคดีที่ไม่เต็มลำ ข้างอิกิ๊ฟเลยไม่มีใครมานั่ง
มีเมนูแค่เนื้อกับปลา ก็ต้องเลือกปลาแบบไม่มีทางเลือก ไม่อร่อยอย่างแรง เส้นแข็งมากเหมือนไม่สุก
ขอปิดท้ายทริปนี้ด้วยรูปของทีมเบสบอลแห่งเมืองชิบะ
หลังจากเดินทางข้ามสองประเทศเป็นเวลาแปดวัน แม้จะเหนื่อยจะเพลียแค่ไหน แต่ก้เป็นการเดินทางที่มีความสุขมากๆๆๆ ได้พบเห็นประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ลองสิ่งที่ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้ลองอีกรึป่าว เป็นความประทับใจและความทรงจำที่จะจดจำไปอีกนานแสนนาน......และเพราะว่าโตเกียวสวยมากมาย โตเกียว....ครั้งเดียวจึงยังไม่พอจริงๆสำหรับอิชั้น ส่วนจะได้มาอีกเมื่อไรนั้น อนาคตเท่านั้นที่รู้
คุณเคยถามตัวเองกันบ้างไม๊คะว่า เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร? ก่อนหน้าที่กิ๊ฟจะได้คำตอบ กิ๊ฟได้แต่บอกตัวเองว่า เรามีชีวิตทำไมตั้งยืดยาวหกสิบ เจ็ดสิบปี ชีวิตที่วนเวียนอยู่แต่การเรียน ทำงาน แต่งงาน ซื้อบ้าน เกษียณ ป่วย ตาย ช่างเป็นชีวิตที่ไร้ความหมายจริงๆ
แต่หลังจากที่ตอบตัวเองได้.....ก็ดูเหมือนว่าชีวิตจะสั้นเกินกว่าที่จะเดินทางให้ครบทุกประเทศทั่วโลกภายในอายุขัยของตัวเอง สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือให้ครบทุกเล่มบนโลก คุณคิดเหมือนกิ๊ฟไม๊คะ?
ดังนั้นในทุกๆวันของชีวิต กิ๊ฟเลยพยายามทำให้ทุกนาทีคุ้มค่าที่สุด เพราะอย่างน้อย หากวันพรุ่งนี้คือวันสุดท้ายของชีวิต กิ๊ฟก็คงไม่นึกเสียดายมากเท่าไร (แต่ตอนนี้ยังเสียดายอยู่เพราะยังรู้สึกใช้เวลาได้ไม่คุ้มค่าเท่าไรเลย)
ขอให้มีความสุขในทุกวันของชีวิตนะคะ วันหยุดยาวใกล้จะมาถึงแล้ว อดทนทำงานอีกอาทิตย์เดียวเอง คุณๆมีแพลนไปเที่ยวไหนช่วงสงกรานต์บ้างคะ? มีใครจะไปเจอกิ๊ฟที่ภูเก็ตบ้างป่าวน้า??
เจอกันใหม่บลอคหน้าค่ะ
เทคแคร์นะคะ จุ๊บๆๆๆ
ไม่ อ้วน ได้ ยังไง