2011/Dec/14

ตามสัญญา...กลับมาอัพทริปญี่ปุ่นให้คุณๆได้ยลลลรูปสวยงามของอิชั้นและผองเพื่อนกับทริปมหัศจรรย์ไม่มีวันลืม ไม่ต้องอารัมภบทล่ะ เริ่มกันเลยมะ???

-----------------------------------------------------------------------------------

"ไปญี่ปุ่นกันไม๊?" เย็นวันหนึ่งเราคุยกันแบบนี้ ไม่รู้ว่าบทสนทนานี้เริ่มขึ้นได้ยังไง ไม่รู้ว่าเราคาดหวังว่าแต่ละ
คนจะตอบว่าอะไร แต่ด้วยใจที่อยากไปเที่ยวด้วยกันสักที่ ญี่ปุ่นคงเป็นจุดหมายอันแสนเพอร์เฟคของเราเพราะทั้งจิ๊บและป้อต่างไม่เคยไป และอิกิ๊ฟผู้มุ่งมั่นอยากไปเยือนญี่ปุ่นในช่วงใบไม้ร่วง...เป้าหมายของแต่ละคน
พาเรามาถึงบทสรุปของบทสนทนาได้ไม่ยาก...แล้วมันก็เริ่มต้นง่ายๆแบบนั้นแหละ ไม่ต้องคิดถึงอะไรมากมาย
แค่ "ใจ" ที่มีเป้าหมายเดียวกัน

เรากำหนดเดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนดีเดย์ของทริป แล้วต่างคนก็ต่างกลับไปทำงาน กลับไปปั๊มเงินเพื่อ
ทริปในฝัน สามเดือนก่อนเดือนดีเดย์ อิกิ๊ฟก็ถูกดลใจให้โทรเช๊คกับเอเจนท์ประจำ และราคาของตั๋วจากปลายสายก็ทำให้ตาวาวแบบปิดไม่ได้ (โดยไม่ได้รู้เล้ยยยว่า อีราคาเนี้ย มันจะยืนยาววววจนถึงวันที่เดินทาง T_T)

"จิ๊บ ป้อ 17,XXX ขาดตัว สนไม๊?"
"แกคิดว่าถูกแล้วใช่ปะ เราต้องจองกันล่วงหน้าขนาดนี้เลยเหรอ"
"ถูกแล้ว เดี๋ยวใกล้ๆเป็นช่วงพีคจะหาตั๋วไม่ได้ จองเลยนะ นะ นะ...บลา บลา บลา"

แล้วอิชั้นก็หว่านล้อมให้ทั้งสองคนคล้อยตาม (สันดานของการกล่อมคนมันเปลี่ยนไม่ได้จริงๆค่ะคุณขา
อิชั้นเป็นเซลล์ที่ไม่รุ่งเพราะกลัวตัวเลขที่ต้องปิดจับใจ แต่ช่วยไม่ได้ที่ดันเสือกมีพรสวรรค์ในการขายของ 555)

เป็นอันว่าเราได้ตั๋วมาครองในมือ นอกจากจะต้องแวะไปนั่งๆนอนๆที่สนามบินเซี่ยงไฮ้สักสองชั่วโมง
นอกนั้นเวลาสวยและราคารับไหว เรากำลังจะได้ลองนั่ง China Eastern Airline เป็นครั้งแรกด้วยกันทั้งสามคน
อิอิ :P

สามเดือนแห่งการนับถอยหลัง สามเดือนแห่งการเตรียมแพลนและที่พัก อิชั้นรับหน้าที่ทำแพลน จิ๊บดูเรื่องอาหาร
และป้อจบลงที่ที่พัก เวลาสามเดือน...แต่อิชั้นเริ่มมาลนก้นเอาเดือนสุดท้าย ทำแพลนหูตาเหลือกและโป๊ะเชะ
น้ำท่วมพอดี เมื่อต้องกลายเป็นผู้อพยพ อิชั้นหยุดการทำแพลนเอาไว้วันที่ 8 ของการเดินทางและไม่มีกะจิตกะใจ
ทำอะไรอีก...เอาวะ ไปเสี่ยงเอาดาบหน้าละกัน ด้วยดวงหน้าสวยๆของพวกเรา คงไม่อับจนหนทาง ฮี่ๆๆๆๆ

เราแพลนจะอยู่ญี่ปุ่นทั้งหมด 9 วัน กับ 4 เมือง ผู้หญิง 3 คนที่รู้จักกันเพียงปีครึ่ง สำหรับคุณๆที่เดินทางเป็น
ประจำ สิ่งที่ยากที่สุดระหว่างทริปเดินทางไม่ใช่สถานที่ที่เราไป ไม่ใช่ภาษาที่เราไม่รู้จัก ไม่ใช่อาหารที่เราไม่คุ้น
เคย แต่เป็นเพื่อนร่วมทริปที่จะร่วมชี้ชะตาว่าทริปในฝันของเรานั้นจะกลายเป็นฝันดีหรือฝันร้าย ลองคิดถึง
จุดเปราะบางที่สุดของคนเรา บางคนทนไม่ได้ถ้าต้องหิวที่สุด บางคนทนไม่ไหวถ้าต้องง่วงที่สุด บางคนทนไม่
ไหวถ้าต้องเดินเยอะที่สุด และเราไม่มีทางรู้จุดอ่อนไหวที่สุดของเพื่อนเรา...ยกเว้นการเดินทางด้วยกันค่ะ :)

การต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมงตลอด 9 วัน หากไม่เข้าใจและรู้จักยืดหยุ่นกันมากพอ...อิชั้นขอฟันธงเลย
ว่าไม่แคล้วจะต้องกลายเป็นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดชัวร์ ไม่เลิกคบกันแบบเปิดเผย ก็ต้อง(แอบ)กระซิบกับ
ตัวเองว่า มันจะเป็นทริปสุดท้ายระหว่างชั้นกับเธอแน่นอน

สำหรับเราสามคน ถึงจะรู้จักกันเพียงปีครึ่ง และถ้าเทียบกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆของแต่ละคนแล้ว เราพูดได้ว่าพวกเรา
รู้จักกัน "ผิว" มาก เพราะทุกครั้งที่เจอกันก็คุยแต่เรื่องปัจจุบันของแต่ละคน ที่ทำงาน แฟน ไม่มีใครรู้จักตัวตน
ของกันและกันไปมากกว่านี้...แล้วคุณๆว่าทริปนี้จะรุ่งหรือร่วงคะ ^_^ ติดตามต่อไปนะคะ เพราะทริปนี้สอนอะไร
อิกิ๊ฟหลายอย่างมากเหลือเกิน นอกจากการเดินทางจะทำให้เราได้เปิดโลกกว้างของตัวเองแล้ว ยังสอนให้อิชั้น
รู้จักเปิดใจ เข้าใจและยอมรับกับสิ่งที่จิ๊บกับป้อเป็น การได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างกันและการได้พบเจอ
เรื่องไม่คาดฝันระหว่างการเดินทาง...เป็นส่วนเติมเต็มที่ทำให้ทริปนี้สนุก น่าจดจำ และน่าประทับใจนอกเหนือ
จากวิวสวยๆและความมันส์ในการช๊อปปิ้งที่ญี่ปุ่นค่ะ เอาล่ะ ชักจะยาวเกินสำหรับบทนำแล้ว คุณๆกะลังบ่นอิกิ๊ฟ
ในใจใช่ไม๊ล่า???



ผ่านไปสามปี กิ๊ฟก็ได้กลับมายืนที่สนามบินคันไซอีกครั้ง คันไซ welcome เราเสมอ และกิ๊ฟก็ welcome ญี่ปุ่น
เสมอเช่นกัน :)



งามสมกัน ระหว่างเราสามคนกับน้องตุ๊กตาทั้งสามตัว คริ คริ

เครื่องลงตอนเที่ยง กว่าจะต่อคิวเข้าประเทศ กว่าจะแต่งตัวที่ห้องน้ำสนามบิน (อนาจตัวเองมากเพราะโดนป้า
ทำความสะอาดแทบจะเขวี้ยงไม้ม๊อบใส่กบาล - ก็พวกตูนอนกันมาบนเครื่องนะเฟ้ย ไม่ได้สวยเริ่ดๆนั่งเจ็ท
ส่วนตัวมา) กว่าจะรอเที่ยวรถไฟ ก็เกือบบ่ายสอง ยังไม่ได้กินอะไรเพราะอาหารบนเครื่องสุดจะทน เลยมุ่งหน้า
เข้าเมืองโอซาก้ากันเลยดีกว่าเนื่องจากกิ๊ฟนัดเพือนคนไทยไว้ที่นี่ ชีแต่งงานกับสามีญี่ปุ่นค่ะ เก๋ๆเริ่ดๆมากกก



เอาล่ะ ได้เวลา งม ละเหวยยย

แพลนของวันนี้คือเดินเที่ยวทำความรู้จักกับโอซาก้าให้ลึกซึ้งโดยการช้อปปิ้งที่นัมบะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่อิชั้นขอยืนยันได้นะคะว่าทริปนี้เน้นท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจริงจริ๊ง ฮ่าๆๆๆๆ

เนื่องจากคืนนี้เราจะไม่นอนโอซาก้าแต่จะตรงดิ่งไปสลบที่เกียวโตเพื่อที่วันรุ่งขึ้นจะได้ไม่เสียเวลาเดินทางข้าม
เมือง ภารกิจแรกที่สถานีนัมบะจึงต้องหาล๊อกเกอร์เพื่อเก็บกระเป๋าก่อนเดินตัวปลิวไปเจออ๊อฟคร่า



กระเป๋าจะใหญ่แค่ไหนก็บ่ยั่น ล๊อกเกอร์ที่นี่สามารถจุกระเป๋าอวบอัดของพวกเราได้พอดี๊พอดี ด้วยสนนราคา 600
เยน หรือ 240 บาทเท่านั้นเองงง เฮือกกกกก (ล๊อกเกอร์ใหญ่ๆจะมีไม่มาก ต้องคอยเล็งๆหน่อยนะคะ ถ้าหาไม่ได้
ก็เหนื่อยเลยเพราะใครจะไปเดินช้อปพร้อมกระเป๋ายักษ์ เดี๋ยวจะอเมซซิ่งไทยแลนด์เกิ๊น)



พร้อมแล้วก็ลุยกันเลยยยยยยย



หน้าร้านขายยา ของลานตาพวกเราเหลื๊อเกิน @_@



ทาโกะยากิ - อาหารของโอซาก้า หาทานได้ง่ายทุกมุมถนนค่ะ



หลังจากเดินหลงคนละทิศไปครึ่งชั่วโมง เราก็มาถึงถนน โด-ทม-โบรีสักที ถนนแห่งของกินและร้านช๊อปปิ้ง
สารพัน! แต่ก่อนที่เราจะวางใจช้อปได้ ต้องหาอ๊อฟให้เจอก่อน แล้วจะโทรหาอ๊อฟไงล่ะในเมื่อมือถือก็ไม่ได้โรม
มิ่งมา ตู้สาธารณะก็หาไม่เจอ Y_Y



เป็นหญิงไทยอย่าหมดหวังค่ะ เห็นผู้ชาย (หน้าตาดีๆ) เดินสวนมา อย่าปล่อยให้ลอยนวล จัดการซะ!
ไม่รู้ว่าเพราะคนที่นี่ไนซ์อยู่แล้ว หรือเป็นเพราะเห็นสายตาเว้าวอนของอิชั้น ฮีไม่ลังเลในการช่วยหาโทรศัพท์
(แม้จะคุยกันไม่รู้เรื่องเลยก็ตาม - เจ็บก็ตรงนี้แหละ เฮ้อ)



เดินมาถึงจุดแลนด์มาร์กของนัมบะ สะพานข้ามแม่น้ำไรก็ไม่รู้ แต่จำได้ว่ามันเปลี่ยนไปเยอะจากสามปีก่อนเพราะ
บัดนี้มีเจ้าตึกกระจกปะทะสายตาและมันคือ H&M ทั้งตึก แม่เจ้า อยากเข้าไปจนตัวสั่น แต่ต้องหาอ๊อฟก่อน
เหลียวมองซ้ายขวา เห็นสถานีตำรวจเล็กๆอยู่ข้างซ้าย ไม่รีรอ เดินเข้าไปหาตำรวจหมายจะขอให้ช่วยโทรหา
อ๊อฟให้หน่อย ณ จุดนั้น อับจนหนทางมากแล้วค่ะ

แต่.....ไม่มีตำรวจสักคนอยู่ในนั้นเลย ทำไงดี ยืนรอก็แล้ว เรียกก็แล้ว เราสามคนสบตากัน มองเห็นโทรศัพท์
เครื่องนึงวางอยู่บนโต๊ะ ไม่สนแล้วโว้ย อิชั้นบอกจิ๊บกับป้อให้ดูต้นทาง แล้วคว้าหมับกดโทรศัพท์ทันที ไม่ทัน
ได้เห็นว่าเพื่อนทำหน้าตาเหลือกรึเปล่า แต่มันโทรไม่ติดค่ะคุณขา สัญญาณแปลกๆ ยัง...อิชั้นยังไม่ละความ
พยายาม ขออีกรอบ ติดเถอะ ติดเถอะ....และมันก็ไม่ติดค่ะ หน้าละห้อยเหี่ยวกันเดินออกมาจากสถานี

และแล้ว...ฟ้าก็เข้าข้างนางฟ้า โฮะ โฮะ ตำรวจหนุ่มเดินมาสองคน (ขณะที่ในใจคิดว่าเกือบซวย จากสาวน้อย
ผู้หลงทางอาจกลายเป็นผู้ต้องหาละเมิดใช้ของหลวงได้ง่ายๆ โชคเข้าข้างเราจริงๆค่ะ เฮ้ออออ)
เราพยายามอธิบายแบบง่อยๆว่าอยากโทรหาเพื่อนที่อยู่ที่นี่ ตำรวจถามว่าเพื่อนพูดญี่ปุ่นได้ไม๊ เราบอกว่าได้
ตำรวจเลยเข้าไปโทรให้เรา เฮ้ย มันง่ายแบบนี้เลยเหรอออออ ขณะที่คุณตำหนวดกดโทรศัพท์ ก็ถึงบางอ้อว่า
โทรศัพท์เครื่องนี้โทรออกสายตรงไม่ได้ ต้องโทรไปส่วนกลางให้ต่อสายให้ เวร มิน่า ตูถึงโทรไม่ติดสักที และขณะที่ตำหนวดได้คุยกะอ๊อฟแล้วส่งสายมาให้อิกิ๊ฟคุยนั้น อ๊อฟร้องเสียงหลงว่าอิชั้นไปทำอะไรที่สถานีตำรวจ!
ตำรวจบอกอ๊อฟว่า

"นี่ตำรวจพูด มีคนตามหาคุณอยู่ คุณจะคุยด้วยไม๊" อ๊อฟใจแป้วนึกว่ามีใครทำอะไรผิด พอได้ยินเสียงกิ๊ฟ
นึกว่าโดนตำรวจจับ (อ๊อฟจ๋าถ้าตำรวจเดินเข้ามาเห็นตอนกิ๊ฟกะลังหมุนโทรศัพท์อย่างเมามัน เรื่องมันจะไม่เป็น
แบบนี้จ้ะ อ๊อฟคงได้มาประกันตัวแน่นอน)

คุยกันนัดแนะกันเรียบร้อย พวกเราก็โค้ง โค้ง โค้ง ขอบคุณตำรวจหนุ่มทั้งสองนาย มีน้ำใจเหลื๊อเกินค่ะ ประทับ
ใจตั้งแต่วันแรกที่เหยียบญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว :) แต่หากคุณตำรวจได้เห็นกล้องวงจรปิด คุณตำรวจคงเปลี่ยนใจ
เอาอีกนังสามตัวเข้าคุกแน่ ฮ่าๆ



เวิ่นเว้อขณะรออ๊อฟ (สำหรับคุณๆที่อยากนัดเจอเพื่อนที่นัมบะ กรุณาอย่านัดเจอที่ สตาร์บัคส์ หรือร้านที่มีปูส้มๆ
เพราะมันเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกค่ะ เจอปูสีส้มหลอกหลอนทุกมุมถนน ระบุที่นัดเจอเลยเช่น ตึก H&M
เป็นต้น ;)



เจออ๊อฟแล้ว ก็ให้อ๊อฟพามาร้านโอโคโนมิยากิที่จิ๊บหามาจากในเวป ร้านแนะนำจากคนไทย โดยคนไทย เพื่อ
คนไทย ณ เวลานั้น เราไม่ได้กินอะไรกันมาตั้งแต่ตีสองของคืนก่อน หิวแทบจะกินตับผู้ชายแถวนั้นได้แร้วววว



น่ากินค่ะ แต่รสชาตไม่ค่อยเท่าที่คาดหวัง เพราะจืดตามแบบฉบับอาหารญี่ปุ่น ไม่ค่อยถูกลิ้นคนไทยเท่าไร
แต่อ๊อฟบอกว่าแบบนี้ถือว่าอร่อยเลยของที่นี่ อืมมมม อร่อยของเราและเค้าไม่เท่ากันจริงๆด้วย



บรรยากาศโด ทง โบรี ยามคึกครื้น ด้วยเวลาจำกัด เราต้องขึ้นรถไฟไปเกียวโตไม่เกินสามทุ่ม เลยมีเวลาให้ซื้อ
เครื่องสำอาง ที่ร้านขายยาไม่นานมาก และที่เสียดายคือไม่มีเวลาพอที่จะเดินหาร้านเซ็กส์ช้อป
พลาดภารกิจที่ตั้งใจไปหนึ่งอย่างแล้ว Y_Y



หนึ่งในสิ่งที่คุณควรทำเมื่อมาถึงโอซาก้าคือการถ่ายรูปกับป้ายกูลิโกะ - ไม่รู้เหมือนกันว่าใครบัญญัติไว้ แต่เรา
เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม สาวไทยทั้งสามทำท่ากูลิโกะอย่างจริงจังมากจนคนแถวนั้นแอบอมยิ้ม
อย่านะ...สาวไทยเมื่อตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ไม่แพ้ชาติใดในโลก (แม้ว่าดูจากรูปแล้วจะชูไม้ชูมือไปคนละทิศก็ตาม สาบานได้ค่ะว่าเป็นท่าคนวิ่ง ไม่ใช่ขี่จักรยาน :)



ก่อนโบกมือลาโอซาก้า อ๊อฟพามาต่อแถวซื้อเค้กชีสอันเลื่องชื่อ คนต่อแถวยาวพอสมควร อ๊อฟบอกว่าเค้กที่นี่
ถือได้ว่าอร่อยที่สุดในโอซาก้า สมบูรณ์แบบค่ะ อิอิ

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางและการเดินช้อปทั้งวัน ก็ได้เวลาที่เราจะเดินทางต่อไปเกียวโตสักที
ก็เดินกลับไปยังสถานีนัมบะเพื่อเอากระเป๋าและไปซื้อตั๋ว และแล้ว เราก็โดนโชคชะตาทดสอบด่านแรกกับเสียง
ลือเสียงเล่าอ้างถึงความซื่อสัตย์ของคนญี่ปุ่น - กับตำนานที่บอกกันว่าไม่ว่าทำของหายที่ใดบนพื้นแผ่นดินซามู
ไรแห่งนี้ ท่านจะได้ของสิ่งนั้นคืนโดยที่มันจะวางอยู่ที่เดิม เราไม่เคยคลางใจกับตำนานนี้ แต่เราก็ต้องพิสูจน์
กับมันจนได้เพราะ.............
.....................
............
เมื่อมาถึงล๊อกเกอร์ที่เราเก็บกระเป๋าไว้ ป้อก็พบว่าล๊อกเกอร์ที่ป้อจำได้ว่าใส่กระเป๋าไว้นั้น มันว่างเปล่า! มองหน้า
กัน กิ๊ฟกะจิ๊บก็ยืนยันว่ามันไม่ใช่ล๊อกเกอร์นี้ พวกเราใส่กระเป๋าติดกันสามช่อง นี่มันเว้นไปอันนึงนี่นา แต่ป้อก็ยืน
ยันว่าใส่เหรียญช่องนี้แล้วล๊อกเองกะมือ

เงียบ......
....

จิ๊บเปิดล๊อกเกอร์ที่อยู่ติดกันซึ่งไม่มีกุญแจล๊อก และเจอกระเป๋าสีแดงของป้ออวดโฉมอยู่ข้างใน! สายตาของป้อ
โล่งงงงงงอกมาก สรุปได้ว่า ตลอดเวลาสี่ชั่วโมงที่พวกเราออกไปลัลล้ากันนั้น ล๊อกเกอร์ที่ใส่กระเป๋าของป้อไม่
ได้ล๊อก และช่องล๊อกเกอร์ที่ล๊อกก็ไม่มีของอยู่ข้างใน -_-'' ไม่ต้องเสียตังค์ก็ได้นะเนี่ย กระเป๋าวางอยู่สภาพเดิม
บริสุทธิ์และไม่มีใครมาแตะต้อง ตำนานแห่งแดนซามูไรนี้ได้รับการพิสูจน์จากกะเหรี่ยงแดนสยามเรียบร้อยแล้ว

ป้อได้กระเป๋าคืน กิ๊ฟได้รับความประทับใจกลับไปเกียวโตด้วย แม้จะถึงเกียวโตดึกดื่นและเดินลากกระเป๋าใบโต
เดินหาเกสเฮ้าส์หลายกิโลก็ตาม แต่สุดท้ายคืนนั้นพวกเราก็หลับฝันดีทั้งคืน :)

-----------------------------------------------------------------------------

ติดตามการเดินทางเข้าสู่เมืองที่สอง - เกียวโต ที่พวกเราตั้งใจอยู่เมืองนี้ถึง 3 วันเพราะต้องการซึมซับวัฒนธรรม
เอโดะอันเก่าแก่และสีสันของใบไม้ที่เป็นหัวใจของการเดินทางทริปนี้ อดใจรอไม่นาน กิ๊ฟจะกลับมาพร้อมรูป
สวยๆค่ะ (ขอโฆษณาล่วงหน้านิ้ดดดดดดนึง ฮ่าๆๆๆ)

อ่านแล้วทิ้งคอมเม้นท์ไว้ เจ้าของบลอคชื่นใจค่ะ ^_____^

พบกันใหม่ในบลอคหน้าน้า อากาศเริ่มเย็นแล้ว รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ จุ๊บ จุ๊บบบ










Comment

Comment:

Tweet


ชั้นจะมีโอกาสได้ไปมั้ยอะ อยากไปบ้าง...
อันนี้ก็เม้นไปแล้ว 2 รอบ ก็ไม่ขึ้น งงงวยsad smile
#6 by เจ้นี (58.11.9.5) At 2011-12-29 14:06,
อ่านแล้วนึกถึงตอนไปเที่ยวขึ้นมาเลยbig smile
#5 by fafner At 2011-12-18 10:45,
วันแรกก็สนุกแล้วนะคะ
#4 by katak At 2011-12-15 09:48,
ญี่ปุ่น... อยากไปบ้างจริงๆเลย
#3 by φυβλας At 2011-12-14 23:11,
เล่าได้สนุกมากเลยค่ะ จะรออ่านตอนต่อไปนะคะ

***
กลางปีไปมาเหมือนกันค่ะ ชินไซบาซิิ กะนัมบะ สุดยอดจริงๆ เลยเนอะ เล่นเอาเราแทบหมดตัวตอนกลัยเหลืออยู่ 500 เิยนเอง sad smile
#2 by Mouy At 2011-12-14 22:51,
สนุกอ่ะกิ๊ฟ อ่านเพลินมากเลยเหมือนไปเที่ยวเอง รออ่านตอนต่อไปนะจ๊ะ
#1 by พรรณ (222.233.63.144) At 2011-12-14 22:03,

BLuEs&A~bLuEskY
View full profile
Code Here.