2011/Dec/28

^_______^ ใกล้วันสุดท้ายของปีเข้ามาทุกที หลายๆคนทำงานวันนี้เป็นวันสุดท้าย แต่สำหรับหลายๆคนที่ยัง
ต้องทำงานกันจนสิ้นปีก็อย่าเพิ่งเบื่อเนอะ เอาไว้หาวันลายาวววววหลังจากคนกลับจากไปเที่ยวดีกว่า ส่วนกิ๊ฟ
ก็ได้ (โดนบังคับ) หยุดตั้งแต่วันที่ 24 ธค แล้วล่ะค่ะ เหมือนจะดีที่บริษัทมีนโยบายแบบนี้
แต่อิกิ๊ฟเกือบตายมาแล้วเพราะต้องทำงานล่วงหน้าแล้วก็ต้องแข่งกับเวลาเพราะนายๆทั้งหลายเริ่มลาตั้งแต่
วันที่ 19 โน้นนนน เหนื่อยจนหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉยเลย ไม่มีอะไรก็ต้องไปเจ็บตัวให้หมอเจาะเลือด กำ -_-''' หลังจากนอนยาวๆ ก็ได้ฤกษ์มาอัพทริปญี่ปุ่นของเราต่อเนอะ จากโอซาก้า...มาถึงเกียวโต เริ่มกันเลยดีกว่า ^^

-----------------------------------------------------------------------------------

ไม่ว่าทริปตามรอยใบไม้แดงของใครก็ตาม...คงไม่มีใครพลาดใส่เกียวโตไว้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่
ต้องไปเยือนให้ได้ ไม่ว่าหนังสือท่องเที่ยวเล่มไหนๆก็บอกว่าไฮไลท์ของใบไม้เปลี่ยนสีอยู่ทีนี่...
เราจึงให้ความสำคัญและเวลากับเมืองนี้เป็นพิเศษเนื่องจากมีที่ที่เรา "ต้องไป" และ "ควรไป" เยอะเหลือเกิน
ไม่รู้ใครเป็นคนบัญญัติไว้ว่าที่นี่ต้องไป ที่นั่นต้องเยือน ไม่งั้นไปไม่ถึง ขนาดเราให้เวลาเกียวโตถึง 3 วัน
แต่เรายังต้องตัดวัดบางวัดออกไปเพราะตารางแน่นเหลือเกิน และจะมีประโยชน์อะไรถ้าข้ามน้ำข้ามทะเลมา
เพื่อเป็นชะโงกทัวร์...

จะเที่ยวเกียวโตให้สนุกต้องท่องคำว่า "ห้ามโลภ" ค่ะ ^^

หลังจากช้อปเต็มเหนี่ยวตั้งแต่วันแรกและเหนื่อยหอบในการหาเกสเฮ้าส์ที่เกียวโตของเรา เข้านอนด้วยความ
เหนื่อยอ่อน แผนเดิมที่อยากจะออกเดินทางตั้งแต่ 9 โมงเช้าเพื่อทำความรู้จักเกียวโต เปลี่ยนเป็นตื่นตอน 9 โมง
(เอาน่า 9 โมงเหมือนกัน 555) แทน แผนการวันแรกคือไปวัด Kinkakuji หรือวัดทองที่คนไทยเรียกกัน จากนั้น
ข้ามไป Arashiyama เพื่อนั่งรถไฟ Romantic Train ที่เป็นไฮไลท์ของวันนี้ค่ะ



ตื่นเช้ามา หน้าใสปิ๊งกันทุกคน ^^



ถนนแถวเกสเฮ้าส์น่ารักมากๆค่ะ มีร้านขายของสองข้างทาง ร่มรื่นมากและสงบมากๆด้วย ไม่อยากจะคิดว่าตอน
กะเหรี่ยงสามตัวลากกระเป๋าเดินทางครืดๆตลอดทางตอนห้าทุ่ม จะรบกวนชาวบ้านขนาดไหน ^^''



วันนี้สองสาวกิ๊ฟกับจิ๊บเก๋มากค่ะ ใส่เหลืองแดงไม่แคร์สื่อญี่ปุ่น จนคนขับรถบรรทุกและประชาชีบนถนนต่างชี้
ชวนกันดูใหญ่เลย..ภูมิใจ ฮ่า ฮ่า ฮ่า



เดินเล่นในเกียวโตก็จะเห็นบ้านโบราณแบบนี้ตลอดทาง สวย เก๋ สมกับที่กิ๊ฟและผองเพื่อนอยากมาเก็บเกี่ยว
วัฒนธรรมม๊ากมากกกก



และแล้วเราก็นั่งรถบัสและเดินต่อมาถึงทางเข้าวัดทองจนได้ค่ะ ที่ถ่ายรูปนี้ไว้ไม่ใช่เพื่อบอกพิกัดทางเข้า แต่เป็น
เพราะว่าเห็นน้อง นร ชายกะลังข้ามถนนต่างหาก อิอิ เห็นน้องแล้วชื่นใจแต่เห็นต้นไม้แล้วอิกิ๊ฟอยากกัดลิ้นตาย
จะเขียวไปไหนวะ วะ วะ วะ วะ วะ  -*-



เห็นแดงพอหลอมแหลม ก็เลยกะเอาสีแดงตัวเองเข้าข่มซะหน่อย พอถูไถใช่ปะ

และแล้ว กว่าจะเดินฝ่าด่านมนุษย์ทุกชาติและภาษาเข้ามาได้ ในที่สุดเราก็มาถึงศาลาทองของท่านโชกุนที่
ว่ากันว่ามีอิคคิวซังอยู่ที่นี่ (ในอดีต) มุมมหาชนในการถ่ายรูปและไฮไลท์ของวัดนี้อยู่แค่ตรงนี้ล่ะค่ะ
กว่าจะได้รูปนี้มาก็ต้องคอยหลบจักกะแร้คนข้างหน้าไม่รู้กี่รอบ ฮ่วย





ฟ้าสีฟ้า แต่ใบไม้ไม่ยอมสีแดง ฮือออออออออออออออออ

หลังจากเดินตามตรอก ออกตามประตูที่วัดกำหนดเป็นระยะทางประมาณกิโลเมตรกว่าๆ เราสามคนก็มุ่งหน้า
ไปยัง Arashiyama ซึ่งอยู่ทางเหนือของเกียวโต รีบไปเพื่อจะไปซื้อบัตรขึ้นรถไฟ Romantic Train
ไปถึงประมาณสองโมงกว่าแต่รถไฟรอบ 3 โมงและ 4 โมงเต็มแล้ว เราจึงต้องซื้อรอบ 5 โมงแทน
โดยฆ่าเวลาไปกับการกินข้าวเที่ยงและเย็น และเดินเล่นแถวนั้นเพื่อรอรถไฟ...
....
...
เราเลยได้เห็นวิวงามๆแบบนี้




เนื่องจากฤดูนี้ ฟ้ามืดเร็ว...ตอนเราได้ขึ้นรถไฟ...จึงมีสภาพแบบนี้



และเมื่อรถไฟออก เราก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย...นอกจากต้นไม้มืด มืด มืด มืดดดดดดดด แถมยังโดนไล่ที่นั่งเพราะ
เพิ่งรู้ว่า ตั๋วที่ซื้อมาราคาเต็มนั้น มันเป็นตั๋วยืน กรี๊ดดดดดดดดดดดดด เนื่องจากรอบนี้เป็นรอบสุดท้าย แล้ว
มหาชนก็คงหลั่งไหลมา เจ้าหน้าที่จึงต้องขายตั๋วไปทั้งๆที่เป็นตั๋วยืน เอ้า ยืนก็ยืน แล้วไม่มีใครบอกเราเพราะไม่
มีใครพุดภาษาอังกฤษได้ นอกจากจะโดนคนญี่ปุ่นหันมาทำตาเขียวใส่เพราะคิดว่าเราไปแย่งที่นั่งเค้า...
หลังจากยืนไปได้สักพัก ชีวิตของสาวไทยแสนบอบบางก็ยังถูกราวีและกลั่นแกล้งไม่จบไม่สิ้น
เพราะเราโดนญี่ปุ่นมองหน้าว่าเรา....ยืน "บัง" วิวของเค้า ก็ถ้าไม่ให้พวกตูยืน จะขายตั๋วยืนมาเพื่อ??? Y_Y

บางครั้งการเดินทาง ก็คาดหวังไม่ได้ร้อยเปอเซนต์ว่าเราจะได้ "เห็น" อะไรอย่างที่เราตั้งใจ หรือบางทีอาจจะ
ผิดหวังไปไกลเลย อย่างรถไฟที่เป็นไฮไลท์ของวันนั้นก็ห่างไกลกับคำคำนี้เหลือเกิน และแผนการส่วนใหญ่มี
แต่เดินหน้าไม่มีย้อนกลับ ดังนั้นหากพลาดอะไรในวันนั้นไป โอกาสจะที่กลับมาซ่อมในวันถัดไปก็น้อยเหลือเกิน

แม้พวกเราจะอยากเห็นหุบเขาเปลี่ยนสีของ Arashiyama ถึงขนาดมาซื้อตั๋วล่วงหน้าตั้งหลายชั่วโมง
แต่ฟ้าก็ไม่เป็นใจ เพราะฟ้ามืดเร็วจนมองอะไรไม่เห็น ครั้นจะเปลี่ยนแผนของวันรุ่งขึ้นเพื่อกลับมาที่นี่ก็ดูจะเป็น
การลงทุนที่เห็นอนาคตรำไรว่าขาดทุนเพราะโอกาสที่หุบเขาจะไม่เปลี่ยนสีเลยก็มีมากเช่นกัน...
เราได้แต่เสียดายและปลอบใจตัวเองว่าถ้ามีวาสนาต่อกัน...เราคงได้กลับมาที่นี่เพื่อดูใบไม้เปลี่ยนสีอีกแน่นอน

จบวันนี้ไปแบบงงและเหนื่อยอ่อน อากาศเริ่มหนาวขึ้นทุกวัน และที่เกสเฮ้าส์ของเราก็เก๋มาก เป็นห้องนอนแบบ
เรียวกัง และมีห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้าน เวลาจะอาบน้ำทีก็ต้องหอบอุปกรณ์ไปอาบนอกบ้าน เดินสั่นเป็นเจ้าหลง
ศาลขึ้นห้อง และที่เพลียที่สุดคือตอนปวดฉิ๊งตอนดึก เฮ้อออออ แต่ขอบอกว่าได้อารมณ์ญี่ปุ่นสุดๆค่ะคุณๆ
แถมที่นอนแบบฟูตองก็อุ่น นุ่ม สบายมากกกกกกกกกก หากใครมีโอกาสไปเที่ยว อย่ามัวแต่ไปมองหา รร สาม
ดาว สี่ดาวนะคะ ลองไปสัมผัสบรรยากาศการนอนแบบห้องสไตล์ญี่ปุ่น เป็นประสปการณ์ที่ดีเชียวค่ะ ^^

วันที่สองที่เกียวโต เราเน้นเดินทางด้านฝั่งตะวันออกของเมืองค่ะ เป็นวันที่เหนื่อย (กาย) ที่สุดของทริป
เนื่องจากตารางวันนี้แน่นเป็นพิเศษและเกิดเหตุไม่คาดฝันให้เราได้ลุ้นกันอีกแล้วค่ะ



ก่อนออกเดินทาง เพิ่มพลังอาหารเช้าปนเที่ยงด้วย Set กิวด้งและอุด้งน้ำ กิวด้งเป็นข้าวหน้าเนื้อผัดกับ
หัวหอมใหญ่จัดว่าเป็นอาหารจานด่วนของชาวญี่ปุ่นเค้าเหมือนผัดกระเพราบ้านเรานั่นแล นี่เป็นเนื้อชามแรก
ที่อิชั้นได้กินหลังจากการงดเนื้อวัวอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ ม.3 ขนาดไปอยู่เกาหลีที่ใครๆก็ว่าต้องยอมผิดคำสัญญา
กับตัวเองต้องกินเนื้อแน่ๆ อิชั้นยังรอดมาได้ แต่พอมาทริปนี้ ทั้งจำเป็นและทั้งตั้งใจที่จะขอยอมกินเนื้อ
เนื่องจากว่าที่พักที่เราจองไว้ที่ทาคายาม่า เสริฟ์เนื้อฮิดะเป็นเมนูเย็น ไหนๆก็ต้องกินอยู่แล้ว
ขอกินกิวด้งเลยละกัน อิอิ และก็ไม่ผิดหวังค่ะเพราะว่าไม่เหม็นเนื้อเลยสำหรับคนห่างเนื้อเป็นสิบปีอย่าง
อิชั้น ส่วนซุปของอุด้งก็อร่อย หวานมากกกกกกกก โอ๊ววว น้ำลายสออออ

หลังจากอิ่มท้อง พวกเราก็ออกเดินทางไปจุดหมายแรกของวันนี้ วัด Enkoji เป็นวัดที่คุณ ติวเตอร์ตู่ เซียนญี่ปุ่น
แห่งพันทิพแนะนำให้ไปเพราะเป็นวัดไฮไลท์ของฤดูนี้ สิ่งที่เราจดมามีแค่ชื่อป้ายรถเมล์และจุดที่เราต้องต่อรถ
แต่เราหาแผนที่จากป้ายรถเมล์ไปถึงวัดไม่ได้ กิ๊ฟก็คิดว่าคงไม่ต่างจากวัดอื่นๆที่ผ่านมา คือเดินลงจากป้าย
และเดินตามก้นของฝูงชนไปเรื่อยๆ แต่เราเจอวัดปราบเซียนเข้าแล้ว เพราะไม่มีสัญลักษณ์อะไรของวัดนี้
บ่งบอกเลย ไม่มีแม้แต่ป้าย และที่ร้ายกว่านั้น ขนาดเอาชื่อวัดเป็นภาษาญี่ปุ่นให้คนญี่ปุ่นดู พี่สองท่านยังชี้มือ
ไปคนละด้าน.....

หลังจากเดินวนหาอยู่นาน ตัดสินใจถามคุณลุงคนนึงที่ขี่จักรยานมากะลูก ลุงก็ชี้มือไปทางภูเขาให้เราเข้าไป
ทางนั้น แต่ลูกแกคงจะเห็นแววตาอ่อนล้าและเว้าวอนของพี่กะเหรี่ยงแดนสยาม เลยบอกพ่อว่า X@#$^%
ลุงเลยชี้มือให้เดินตามแกและเดินลงจูงจักรยานแทน.... *_* @_@ O_O ดวงตาของเราสามคนที่บอกไม่ถูก
ว่ารู้สึกยังไง ทั้งที่พูดกันไม่รู้เรื่องแต่ลุงก็ช่วยพาเราไปถึงวัด (ตามคำสั่งของลูกแก ฮ่าๆ) ระหว่างทางคดเคี้ยว
มาก เดินผ่านหมู่บ้าน ผ่านซอย ผ่านตรอก จนในที่สุด...หลังจาก 20 นาทีผ่านไปและพวกเราเหนื่อยหอบ
คำพูดของจิ๊บก็ปลุกพวกเราจากความเหนื่อย....ให้เป็นความตกใจ

"แก....Iphone ไม่อยู่ว่ะ"
"เฮ้ยยย หาดียัง ลองหาอีกทีไม๊"
"ไม่มีจริงๆว่ะ แย่แล้วอะ ชั้นคิดว่าลืมเอาไว้ที่ร้านข้าวว่ะ หยิบเข้าไปห้องน้ำด้วย" (ใครจำไม่ได้ว่าร้านข้าวไหน
กรุณาย้อนกลับไปดูกิวด้งของอิชั้น)
O_o O_O << ตาของป้อและอิกิ๊ฟ

พวกเราสรุปว่าจะเที่ยววัดนี้ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยนั่งรถย้อนกลับไปที่ร้านข้าวเพื่อไปดูว่าโทรศัพท์ยังอยู่ไม๊
ในใจลึกๆ อิกิ๊ฟคิดว่าน่าจะยังอยู่เพราะตำนานเล่าขานเรื่องความซื่อสัตย์ของคนญี่ปุ่น + กระเป๋าเดินทางของ
ป้อที่ไม่ล๊อกกุญแจที่โอซาก้าก็ปลอดภัยดี จนอิชั้นพูดโง่ๆออกมาว่า จะอยู่แถวนี้ให้ครบก่อนแล้วกลับไปทีเดียว
หรือจะกลับไปก่อนแล้วค่อยกลับมา (ไม่น่าถามเนอะ ใครๆก็ต้องกลัวมันหาย ปัญญาอ่อนมากวรรณนภา)

สุดท้าย ก็จะกลับไปเอาหลังจากเที่ยววัดนี้เสร็จแล้ว ถึงจิ๊บจะไม่พูดอะไร แต่พวกเราก็ได้ "กลิ่น" ความกังวล
เพราะถ้าไอโฟนหาย อีก 7 วันที่เหลือตลอดทริปจิ๊บคงเซ็งและหมดสนุกแน่นอน.....



หลังจากมาถึงวัดและได้เห็นสีสรรใบไม้ตระหง่าน พวกเราก็อดกรี๊ดกร๊าดไม่ได้ แต่หลังจากกลับมาแล้ว
เห็นรอยยิ้มของจิ๊บรูปนี้ เห็นได้ชัดจริงๆว่าเจ้ฝืนมาก ในใจคงเซ็งมากใช่ไม๊จิ๊บ?



สวนข้างในวัดตกแต่งเอาไว้สวยมาก พร้อมกับมีตั่งเอาไว้ให้คนดื่มด่ำกับความงามธรรมชาติ แต่เมื่ออีกะเหรี่ยง
เดินเข้ามา ก็กรี๊ดกร๊าดจนคนหันมา 555 เสียงดังไม่แพ้ชาติใดในโลกเล้ยยย สาวไทยเนี่ย



พวกเราใช้เวลาอยู่ที่วัดนี้นานพอสมควร เดินเล่นและดื่มด่ำกับใบไม้ ตลอดเวลาจิ๊บไม่ปริปากให้พวกเรารีบกลับ
เพื่อไปหาไอโฟนที่รักเลย แม้ว่าในใจจิ๊บตอนนั้นอาจจะไม่มีแก่ใจเดินชื่นชมธรรมชาติแล้วก็ได้

หลังจากออกจากวัด เป็นเวลาประมาณสามโมงกว่า ตอนออกจากร้านอาหารประมาณสิบเอ็ดโมง สี่ชั่วโมงที่ผ่าน
ไป ถ้ามันจะอยู่มันก็ต้องอยู่ และถ้ามันไม่อยู่ มันคงหายไปตั้งแต่เราคล้อยหลังออกจากร้านไม่นาน...

ตั้งแต่เหยียบญี่ปุ่นวันแรก พวกเราโชคดีที่ได้เจอคนดีๆ ในใจหวังว่าเราคงยังไม่ใช้โชคของเราจนหมดไป
หวังว่าจะยังมีโชคนี้อยู่จนเจอมือถือของจิ๊บนะ.....

45 นาทีให้หลัง เราก็มายืนหน้าร้านข้าว อิกิ๊ฟหยิบไอโฟนของตัวเองออกมาเตรียมสื่อสารกับพนักงานข้างใน
พอเห็นหน้าน้องที่เคาเตอร์ ก็โชว์ไอโฟนให้ดูแล้วก็ชี้ลงให้รู้ว่ามันอยู่ที่นี่ ไม่ต้องอธิบายนาน...น้องยิ้มพร้อมกับ
พนักหน้าแล้วหันไปหยิบไอโฟนของจิ๊บมาให้ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหน้าจิ๊บคงบานนน
^______________________________^

พวกเราโค้งขอบคุณหลายรอบ น้องเอาสมุดมาให้เซ็นรับของเป็นอันจบได้มือถือที่รักกลับมา อิกิ๊ฟและจิ๊บกับป้อ
ได้พิสูจน์ตำนานเล่าลือนี้แล้ว ไม่ว่าคุณๆคนไหนจะไปญี่ปุ่นขออย่าได้คลางแคลงใจในความซื่อสัตย์ของ
คนประเทศนี้เลยค่ะ ดังนั้น ไม่ต้องอยากพิสูจน์ด้วยการลืมอะไรไว้น้า เพราะความรู้สึกที่ต้องกังวล
มันไม่สนุกหรอก เชื่อเถอะ ^_-

หลังจากมาเริ่มตั้งต้นกันที่ท่ารถ ก็ออกเดินทางไปจุดหมายถัดไปของเราทันทีคือวัด Eikando ซึ่งท่านติวเตอร์
ตู่ก็ได้แนะนำมาอีกแล้วค่ะ คราวนี้หาไม่ยาก เพราะใครๆก็มาที่นี่





คนที่นี่จริงจังและตั้งใจทุกเรื่อง ขนาดมาชมวัดยังจัดเต็มเลย อยากให้เมืองไทยเป็นแบบนี้บ้าง แต่ถ้าไปเดิน
วัดแล้วเห็นคนใส่ชุดไทย อิชั้นก็คงโกยแน่บอยู่ดี ^^;

ใช้เวลาที่วัดนี้ ชม กว่า ก็ได้เวลาฟ้ามืดแล้ว แค่สี่โมงกว่าๆก็เหมือนทุ่มนึงแล้วค่ะ วัดที่นี่ปิดประมาณห้าโมง
ดังนั้นได้เวลามูฟไปหาอะไรทานดีกว่า จุดหมายต่อไปของเราคือไปย่านกิอองเพื่อหาอะไรทานแล้วต่อไป
วัดน้ำใสหรือวัด Kiyomizudera ค่ะ กว่าจะเดินหาร้านอาหารทานสำหรับคนที่อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกอย่าง
พวกเราไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในที่สุด เราก็เดินมาเจอร้านนึงโดยบังเอิญ เป็นร้านเล็กๆที่ไม่มีภาษาอังกฤษและ
เจ้าของก็พูดได้แต่ภาษาญี่ปุ่น แต่เพราะหน้าตาและคำพูดที่เชื้อเชิญให้เราเข้ามา พร้อมกับความพยายามจะ
อธิบายเมนูอาหารให้พวกเราฟังอย่างตั้งใจ...So Why not???



เพื่อนป้อโชว์เมนูให้ดู อ่านไม่ออกสักกะตัว



แต่ด้วยความใจดีของคุณป้าท่านนี้แหละ พวกเราเลยรอดตายไปอีกมื้อด้วยอาหารแสนอร่อยแถมราคามิตรภาพ

มีแรงแล้วก็ลุยนั่งรถเมล์ต่อไปยังวัดน้ำใส เนื่องจากปกติแล้ววัดน้ำใสก็จะปิดแค่ห้าโมงค่ะ แต่พอดีว่าฤดูใบไม้
ร่วงทางวัดจัดงานแสงสีตอนกลางคืน พวกเราเลยโชคดีไม่ต้องตัดวัดนี้ออกแถมยังได้มาเห็นบรรยากาศกลาง
คืนด้วย





น้องอยู่ที่โต๊ะขายบัตรเข้าวัด น่ารักจนอิชั้นยังเคลิ้มมมมม



รูปที่พอถ่ายได้ในเมมโมรี่กล้องมีไม่เยอะเพราะแสงไม่พอ เราเลยขอเก็บความสวยของวัดไว้ในเมมโมรี่
ความทรงจำของเราแทน ^_^



ถ่ายกับผู้ชาย (หน้าตาดี) เยอะเหมือนตามเก็บ RC เห็นปะ ว่ายิ้มจิ๊บแตกต่างจากตอนเช้า 555

จบจากวัดน้ำใสยังไม่ยอมกลับเกสเฮ้าส์กันง่ายๆ ขอแว้บไปดูย่านกิอองสักหน่อย แต่พอดึกแล้ว มันร้างคนมาก
เลยค่ะ ไม่เห็นเกอิชาหรือไมโกะสักคนเลย



กลับมาถึงเกสเฮ้าส์เกือบสี่ทุ่ม แต่ภารกิจของเรายังไม่จบสิ้น วันนี้เรามี mission ที่ต้องทำความรู้จักกันเพิ่มอีก
สักนิด ไม่ใช่กับนิสัยของแต่ละคนแต่เป็นร่างกายของแต่ละคนค่ะ คริ คริ เพราะเราจะไปอาบน้ำสาธารณะกันนน
และแน่นอนว่าเราต้องโป๊และเปลือยยยยยย ฮ่า ฮ่า สำหรับอิกิ๊ฟเคยผ่านประสบการณ์นี้ตอนอยู่เกาหลีมาแล้ว
ครั้งนี้เลยแค่เปลี่ยนผู้ร่วมขบวนการเฉยๆในขณะที่อีกสองสาวนั้นยังไม่เคยค่า

ห้องอาบน้ำของญี่ปุ่นก็ไม่ต่างอะไรกับของเกาหลีเท่าไร ต่างกันตรงที่ไม่มีอาจูม่ามาคอยขัดขี้ไคลให้
ที่นี่มีบ่อน้ำร้อนให้อาบกลางแจ้งด้วย น้ำร้อนมากกกกกกกกกกกกก และน้องอิชั้นน่าสงสารมากกกกก
สุกค่ะงานนี้ -,.- เง้อ อาบเสร็จก็จะหน้ามืดหน่อยๆ มึนหัวนิดๆและจะเพลียอยากนอนขาดใจ ช่วยเราหลับสบาย
สุดๆเลยล่ะค่ะ

มาถึงวันสุดท้ายที่เกียวโตแล้ว ตอนแรกเราวางแผนจะแวะไปเมืองนาราด้วย แต่เพราะเวลาไม่เอื้อจริงๆ
เนื่องจากเราต้องนั่งรถบัสข้ามเมืองไปทาคายาม่า จึงต้องรีบกลับมาแสตนบายเพื่อรอรถบัส เกียวโตเป็นเมือง
ที่เราไม่วางแผนจะช้อปปิ้งเพราะอย่างที่บอกว่าเมืองนี้เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ...แม้ว่า
เราจะไม่เดินเข้าหาร้านช้อปปิ้ง แต่ร้านได้เดินเข้ามาพวกเราเองค่ะ เพราะบังเอิญที่เราได้หยุดถามทางใน
รถไฟใต้ดิน เป็นเหตุให้จิ๊บได้เห็นงานออกร้านการกุศลของที่นี่ ไม่บอกล่ะค่ะว่าได้ของมาเยอะขนาดไหน
แต่ราคาต่ำสุดที่เราซื้อมาได้คือ 40 บาท และสูงสุดคือไม่เกิน 300 บาทเท่านั้นเอง ของที่ได้มามีตั้งแต่
แจ็กเก็ตยีนส์เก๋ๆ สเวตเตอร์ของ GAP กระเป๋าใส่เหรียญของ Burberry ผ้า หรือ Clush เก๋ๆของ Nina Ricci 
ที่พูดมาไม่ได้จะอวด (เท่าไร) แค่อยากจะบอกว่า เพราะความเห็นแก่ของถูกและดี พวกเราจึงขนมาไม่ยั้ง
ดังนั้นกระเป๋าพวกเราเลยใหญ่กว่าที่คาดกันเอาไว้ โชคดีที่เราได้มาพักเกสเฮ้าส์ที่ดีที่สุดในความคิดเรา
เจ้าของขับรถพร้อมช่วยขนกระเป๋าพามาส่งให้ที่สถานี น้ำใจนี้แลกเป็นเงินไม่ได้ ได้แต่ชื่นชมและประทับใจ
"Bon Guesthouse" แล้วเราจะกลับมาอีกนะ...



โฉมหน้าของคุณ Bon เจ้าของ Bon Guesthouse

เอากระเป๋าไปเก็บไว้ที่ล็อกเกอร์ที่ Kyoto Station เสร็จก็นั่งรถไฟไปวัด Tofukuji ตามลายแทงของติวเตอร์ตู่



..............เพื่อมาเจอหนุ่มคนนี้ อิอิ หน้าตาดีใช่ปะล่า หน้าตาป้อและจิ๊บดี๊ด๊ามาก แต่ไม่อาจสู้สายตา
กรุ้มกริ่มที่มองผ่านเลนส์ของอิชั้น โอ๊ย หล่อน่ากินไปปะเนี่ย



วัดนี้ขึ้นชื่อเรื่องใบไม้แดงมากๆค่ะ ขนาดช่วงที่ไปยังไม่พีคมากของที่นี่ (ช่วงที่ไปคือวีคที่ 2 ของเดือน พย)
ซึ่งถ้าอยากไปแบบพีคจัดๆก็ต้องวีคสามถึงปลายเดือนเลยค่า



แค่นี้ก็หูตาตั้งแล้วค่ะคุณขา

จุดหมายต่อไปคือ Fushimi Inari หรือวัดจิ้งจอกซึ่งเป็นวัดที่ใช้ถ่ายทำหนังเรื่อง The Memory of Geisha วัดนี้
ใครๆมาเกียวโตก็ควรจะมา แต่สำหรับอิชั้นและผองเพื่อน เราคิดว่ามารอบเดียวก็เพียงพอล่ะค่ะ





เดินเที่ยวเล่นจนสามโมงก็ได้เวลากลับไปเอากระเป๋าและไปแสตนบายรอรถบัสไปทาคายาม่า และเรื่องราว
ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น (สำหรับคนที่ได้อ่านจาก Facebook แล้วจะข้ามช๊อตนี้ไปก็ได้นะคะไม่ว่ากัน)

พวกเราจองตั๋วรถบัสไปทาคายาม่าจากเกียวโตเอาไว้ 5 โมงครึ่งและเราไปรอตั้งแต่ 4 โมงเพราะเรารู้ว่าพลาด
รถบัสคนนี้ไม่ได้ เช๊คสถานที่ขึ้นรถ ให้เจ้าของเกสเฮ้าส์โทรถามให้อีกรอบพร้อมกับเอากระเป๋าไปวางและซื้อ
เบนโตะเตรียมกอนเป็นข้าวเย็น จากนั้นกลับมารอย่างเย็นใจ จน 5 โมง 40 แล้วรถก็ยังไม่มาทั้งๆที่ญี่ปุ่นขึ้นชื่อ
เรื่องความตรงต่อเวลามาก นั่นแหละเราจึงรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ป้อเลยเดินไปถามคุณลุงคุณป้ากลุ่มนึงที่มา
รอรถเหมือนกันให้ช่วยดูตารางรถให้ คำตอบของคุณลุงทำเอาพวกเราใจหายวูบ

"ไม่มีรถจากตรงนี้ไปทาคายาม่า" หน้าพวกเราเหวอมากและอิชั้นอยากจะร้องไห้ คุณลุงโทรถามบัสเซ็นเตอร์ให้
แต่เราไม่เข้าใจว่าแกอธิบายอะไรเพราะปัญหาเรื่องภาษา เรารู้แค่ว่ารถเปลี่ยนเวลาและไม่มีรถแล้วแค่นั้น
ผู้หญิงสามคนกับกระเป๋าเดินทางไซส์ใหญ่ 25 กิโล สามใบ กับทางเดินขึ้นมารอรถด้วยบันไดเกือบ 20 ขั้น
ตอนนั้นหกโมงแต่ฟ้ามืดเหมือนสามทุ่มและที่สำคัญ ป้ายรถที่เรารออยู่บนทางด่วน!

ตอนนั้นพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ทางเลือกแรกของเราคือกลับไปนอนในเมืองเกียวโตที่เดิมและไปทาคายาม่า
ในวันรุ่งขึ้นแต่แผนทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนหมดเพราะกว่าจะไปถึงก็คงเย็น ซึ่งจะทำให้เราต้องตัดเมือง
ชิราคาวาโกะออกไป แต่จู่ๆก็มีบัสที่จะไปนาโกย่ามาจอด ลุงเลยไปเจรจากับคนขับให้ คนขับรับเราขึ้นรถได้
แต่ต้องจ่ายเงินเป็นเงินสดเท่านั้น มีเวลาคิดไม่นานเพราะคนบนรถทั้งคันรอเราอยู่ หลังจากตกลงกัน เราก็
ตัดสินใจเดินหน้าไปนาโกย่า อย่างมากเราก็พยายามหาเกสเฮ้าส์ใกล้สถานี แล้ววันรุ่งขึ้นต่อรถไปทาคายาม่า

แต่หลังจากขึ้นรถและหายใจทั่วท้องมากขึ้น จิ๊บก็นึกได้ว่ามีญาติและพนักงานที่บ้านอยู่เมืองนี้ เลยรีบโทรหาพ่อ
พ่อเลยจะให้คนที่บ้านขับรถมารับและพาไปส่งที่ทาคายาม่าภายในคืนนั้นเลย รอดตายแล้วววววว
แต่อิชั้นพยายามถามคนบนรถว่ามีรถจากนาโกย่าไปทาคายาม่าได้เลยไม๊ เพื่อที่คนที่บ้านจิ๊บจะได้ไม่ต้องขับ
ไปส่งและตีรถกลับมาตอนดึก ช่วงนั้นลุ้นมากว่ารถเราจะมาถึงเทอร์มินัลทันกับรถเที่ยวสุดท้ายที่จะออกจากที่นั่น
ไม๊ ลุ้นว่าเทอร์มินัลที่เราลงจะเป็นเทอร์มินัลเดียวกับรถขาออกรึเปล่า แต่ท้ายที่สุด โชคอันน้อยนิดก็ยังตามเรา
มาจากเกียวโต รถมาถึงนาโกย่าสองทุ่ม และรถออกสองทุ่ม 40 ไปทาคายาม่า รอดตายของจริงงงงงง
รถไปถึงทาคาฯตอนเที่ยงคืน เลทจากที่ตั้งใจไปสาม ชม



เช๊คให้แน่ใจว่า นี่คือป้ายรถไปทาคาฯจริงๆๆ

อะไรก็เกิดขึ้นได้ระหว่างทาง ทั้งเรื่องดีๆที่เราไม่คาดคิดอย่างร้านที่เก็บไอโฟนจิ๊บเอาไว้ หรือเรื่องน่าตกใจอย่าง
เรื่องนี้เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ใจ" ของผู้ร่วมทางที่ยอมรับและเข้าใจสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน สำหรับ
สามวันในเกียวโต กิ๊ฟรู้สึกว่ามิตรภาพและความเข้าใจระหว่างเราสามคนมีมากกว่าเวลาสามปีที่ได้รู้จักเพื่อน
บางคนเสียอีก การแบ่งปันน้ำขวดเดียวกันในยามที่ทุกคนต่างกระหายดูจะมีความหมายมากกว่าการแบ่งเหล้า
ในผับกับเพื่อนตลอดระยะเวลาหลายปีของหลายๆคน นี่แหละ เสน่ห์ของการเดินทางและเสน่ห์ของมิตรภาพ
ระหว่างทาง...

ขอบคุณจิ๊บและป้อที่ช่วยเติมเต็มความทรงจำดีๆที่เกียวโตของเราให้เพิ่มมากขึ้น :)

ติดตามการเดินทางในทาคายาม่า เมืองแห่งขุนเขาได้เร็วๆนี้นะคะ อีกไม่นานเกินรอค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ^_______^






Comment

Comment:

Tweet


อ่านสนุกมากเลยครับHot!
#6 by riddler At 2012-03-20 15:37,
ยังไง ถ้าสะดวกอีมล กรุณาแนะนำด้วยนะคะ nv.munkmink@gmail.com
#5 by munkminkmunk At 2012-01-31 18:53,
สวัสดีคะ คือว่าได้ตามอ่านเรื่อง เซบเดิร์ม ที่ไปรักษาที่ AMC อะคะ ตอนนี้มิ้งกำลังเปHนโรคนี้อยู่รักษามานานมากๆแล้วคะ ท้อใจมาก รบกวนสอบถามนิดนึงนะคะ ไม่ทราบว่า หายแล้วหรือยังคะ แต่ดูแล้วหน้าใสมากมายคะ ยังไงฝากแนะนำด้วยนะคะ ร้อนใจมากๆเลยคะ ขอบคุณมากคะ
#4 by munkminkmunk At 2012-01-31 16:49,
เล่าได้สนุกมากเลยค่ะ

คอยติดตามตอนต่อไป big smile
#3 by Mouy (124.121.22.191) At 2011-12-29 14:31,
น่าสนุกเนอะ...แต่ไปกับชั้นก็สนุกใช่ป่ะ??embarrassed
หมายเหตุ เม้นรอบที่ 3 เพราะมันไม่ขึ้น
#2 by เจ้นี (58.11.9.5) At 2011-12-29 14:04,
ซึ้งตามค่ะ
#1 by katak At 2011-12-29 08:36,

BLuEs&A~bLuEskY
View full profile
Code Here.