2011/Dec/28

^_______^ ใกล้วันสุดท้ายของปีเข้ามาทุกที หลายๆคนทำงานวันนี้เป็นวันสุดท้าย แต่สำหรับหลายๆคนที่ยัง
ต้องทำงานกันจนสิ้นปีก็อย่าเพิ่งเบื่อเนอะ เอาไว้หาวันลายาวววววหลังจากคนกลับจากไปเที่ยวดีกว่า ส่วนกิ๊ฟ
ก็ได้ (โดนบังคับ) หยุดตั้งแต่วันที่ 24 ธค แล้วล่ะค่ะ เหมือนจะดีที่บริษัทมีนโยบายแบบนี้
แต่อิกิ๊ฟเกือบตายมาแล้วเพราะต้องทำงานล่วงหน้าแล้วก็ต้องแข่งกับเวลาเพราะนายๆทั้งหลายเริ่มลาตั้งแต่
วันที่ 19 โน้นนนน เหนื่อยจนหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉยเลย ไม่มีอะไรก็ต้องไปเจ็บตัวให้หมอเจาะเลือด กำ -_-''' หลังจากนอนยาวๆ ก็ได้ฤกษ์มาอัพทริปญี่ปุ่นของเราต่อเนอะ จากโอซาก้า...มาถึงเกียวโต เริ่มกันเลยดีกว่า ^^

-----------------------------------------------------------------------------------

ไม่ว่าทริปตามรอยใบไม้แดงของใครก็ตาม...คงไม่มีใครพลาดใส่เกียวโตไว้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่
ต้องไปเยือนให้ได้ ไม่ว่าหนังสือท่องเที่ยวเล่มไหนๆก็บอกว่าไฮไลท์ของใบไม้เปลี่ยนสีอยู่ทีนี่...
เราจึงให้ความสำคัญและเวลากับเมืองนี้เป็นพิเศษเนื่องจากมีที่ที่เรา "ต้องไป" และ "ควรไป" เยอะเหลือเกิน
ไม่รู้ใครเป็นคนบัญญัติไว้ว่าที่นี่ต้องไป ที่นั่นต้องเยือน ไม่งั้นไปไม่ถึง ขนาดเราให้เวลาเกียวโตถึง 3 วัน
แต่เรายังต้องตัดวัดบางวัดออกไปเพราะตารางแน่นเหลือเกิน และจะมีประโยชน์อะไรถ้าข้ามน้ำข้ามทะเลมา
เพื่อเป็นชะโงกทัวร์...

จะเที่ยวเกียวโตให้สนุกต้องท่องคำว่า "ห้ามโลภ" ค่ะ ^^

หลังจากช้อปเต็มเหนี่ยวตั้งแต่วันแรกและเหนื่อยหอบในการหาเกสเฮ้าส์ที่เกียวโตของเรา เข้านอนด้วยความ
เหนื่อยอ่อน แผนเดิมที่อยากจะออกเดินทางตั้งแต่ 9 โมงเช้าเพื่อทำความรู้จักเกียวโต เปลี่ยนเป็นตื่นตอน 9 โมง
(เอาน่า 9 โมงเหมือนกัน 555) แทน แผนการวันแรกคือไปวัด Kinkakuji หรือวัดทองที่คนไทยเรียกกัน จากนั้น
ข้ามไป Arashiyama เพื่อนั่งรถไฟ Romantic Train ที่เป็นไฮไลท์ของวันนี้ค่ะ



ตื่นเช้ามา หน้าใสปิ๊งกันทุกคน ^^



ถนนแถวเกสเฮ้าส์น่ารักมากๆค่ะ มีร้านขายของสองข้างทาง ร่มรื่นมากและสงบมากๆด้วย ไม่อยากจะคิดว่าตอน
กะเหรี่ยงสามตัวลากกระเป๋าเดินทางครืดๆตลอดทางตอนห้าทุ่ม จะรบกวนชาวบ้านขนาดไหน ^^''



วันนี้สองสาวกิ๊ฟกับจิ๊บเก๋มากค่ะ ใส่เหลืองแดงไม่แคร์สื่อญี่ปุ่น จนคนขับรถบรรทุกและประชาชีบนถนนต่างชี้
ชวนกันดูใหญ่เลย..ภูมิใจ ฮ่า ฮ่า ฮ่า



เดินเล่นในเกียวโตก็จะเห็นบ้านโบราณแบบนี้ตลอดทาง สวย เก๋ สมกับที่กิ๊ฟและผองเพื่อนอยากมาเก็บเกี่ยว
วัฒนธรรมม๊ากมากกกก



และแล้วเราก็นั่งรถบัสและเดินต่อมาถึงทางเข้าวัดทองจนได้ค่ะ ที่ถ่ายรูปนี้ไว้ไม่ใช่เพื่อบอกพิกัดทางเข้า แต่เป็น
เพราะว่าเห็นน้อง นร ชายกะลังข้ามถนนต่างหาก อิอิ เห็นน้องแล้วชื่นใจแต่เห็นต้นไม้แล้วอิกิ๊ฟอยากกัดลิ้นตาย
จะเขียวไปไหนวะ วะ วะ วะ วะ วะ  -*-



เห็นแดงพอหลอมแหลม ก็เลยกะเอาสีแดงตัวเองเข้าข่มซะหน่อย พอถูไถใช่ปะ

และแล้ว กว่าจะเดินฝ่าด่านมนุษย์ทุกชาติและภาษาเข้ามาได้ ในที่สุดเราก็มาถึงศาลาทองของท่านโชกุนที่
ว่ากันว่ามีอิคคิวซังอยู่ที่นี่ (ในอดีต) มุมมหาชนในการถ่ายรูปและไฮไลท์ของวัดนี้อยู่แค่ตรงนี้ล่ะค่ะ
กว่าจะได้รูปนี้มาก็ต้องคอยหลบจักกะแร้คนข้างหน้าไม่รู้กี่รอบ ฮ่วย





ฟ้าสีฟ้า แต่ใบไม้ไม่ยอมสีแดง ฮือออออออออออออออออ

หลังจากเดินตามตรอก ออกตามประตูที่วัดกำหนดเป็นระยะทางประมาณกิโลเมตรกว่าๆ เราสามคนก็มุ่งหน้า
ไปยัง Arashiyama ซึ่งอยู่ทางเหนือของเกียวโต รีบไปเพื่อจะไปซื้อบัตรขึ้นรถไฟ Romantic Train
ไปถึงประมาณสองโมงกว่าแต่รถไฟรอบ 3 โมงและ 4 โมงเต็มแล้ว เราจึงต้องซื้อรอบ 5 โมงแทน
โดยฆ่าเวลาไปกับการกินข้าวเที่ยงและเย็น และเดินเล่นแถวนั้นเพื่อรอรถไฟ...
....
...
เราเลยได้เห็นวิวงามๆแบบนี้




เนื่องจากฤดูนี้ ฟ้ามืดเร็ว...ตอนเราได้ขึ้นรถไฟ...จึงมีสภาพแบบนี้



และเมื่อรถไฟออก เราก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย...นอกจากต้นไม้มืด มืด มืด มืดดดดดดดด แถมยังโดนไล่ที่นั่งเพราะ
เพิ่งรู้ว่า ตั๋วที่ซื้อมาราคาเต็มนั้น มันเป็นตั๋วยืน กรี๊ดดดดดดดดดดดดด เนื่องจากรอบนี้เป็นรอบสุดท้าย แล้ว
มหาชนก็คงหลั่งไหลมา เจ้าหน้าที่จึงต้องขายตั๋วไปทั้งๆที่เป็นตั๋วยืน เอ้า ยืนก็ยืน แล้วไม่มีใครบอกเราเพราะไม่
มีใครพุดภาษาอังกฤษได้ นอกจากจะโดนคนญี่ปุ่นหันมาทำตาเขียวใส่เพราะคิดว่าเราไปแย่งที่นั่งเค้า...
หลังจากยืนไปได้สักพัก ชีวิตของสาวไทยแสนบอบบางก็ยังถูกราวีและกลั่นแกล้งไม่จบไม่สิ้น
เพราะเราโดนญี่ปุ่นมองหน้าว่าเรา....ยืน "บัง" วิวของเค้า ก็ถ้าไม่ให้พวกตูยืน จะขายตั๋วยืนมาเพื่อ??? Y_Y

บางครั้งการเดินทาง ก็คาดหวังไม่ได้ร้อยเปอเซนต์ว่าเราจะได้ "เห็น" อะไรอย่างที่เราตั้งใจ หรือบางทีอาจจะ
ผิดหวังไปไกลเลย อย่างรถไฟที่เป็นไฮไลท์ของวันนั้นก็ห่างไกลกับคำคำนี้เหลือเกิน และแผนการส่วนใหญ่มี
แต่เดินหน้าไม่มีย้อนกลับ ดังนั้นหากพลาดอะไรในวันนั้นไป โอกาสจะที่กลับมาซ่อมในวันถัดไปก็น้อยเหลือเกิน

แม้พวกเราจะอยากเห็นหุบเขาเปลี่ยนสีของ Arashiyama ถึงขนาดมาซื้อตั๋วล่วงหน้าตั้งหลายชั่วโมง
แต่ฟ้าก็ไม่เป็นใจ เพราะฟ้ามืดเร็วจนมองอะไรไม่เห็น ครั้นจะเปลี่ยนแผนของวันรุ่งขึ้นเพื่อกลับมาที่นี่ก็ดูจะเป็น
การลงทุนที่เห็นอนาคตรำไรว่าขาดทุนเพราะโอกาสที่หุบเขาจะไม่เปลี่ยนสีเลยก็มีมากเช่นกัน...
เราได้แต่เสียดายและปลอบใจตัวเองว่าถ้ามีวาสนาต่อกัน...เราคงได้กลับมาที่นี่เพื่อดูใบไม้เปลี่ยนสีอีกแน่นอน

จบวันนี้ไปแบบงงและเหนื่อยอ่อน อากาศเริ่มหนาวขึ้นทุกวัน และที่เกสเฮ้าส์ของเราก็เก๋มาก เป็นห้องนอนแบบ
เรียวกัง และมีห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้าน เวลาจะอาบน้ำทีก็ต้องหอบอุปกรณ์ไปอาบนอกบ้าน เดินสั่นเป็นเจ้าหลง
ศาลขึ้นห้อง และที่เพลียที่สุดคือตอนปวดฉิ๊งตอนดึก เฮ้อออออ แต่ขอบอกว่าได้อารมณ์ญี่ปุ่นสุดๆค่ะคุณๆ
แถมที่นอนแบบฟูตองก็อุ่น นุ่ม สบายมากกกกกกกกกก หากใครมีโอกาสไปเที่ยว อย่ามัวแต่ไปมองหา รร สาม
ดาว สี่ดาวนะคะ ลองไปสัมผัสบรรยากาศการนอนแบบห้องสไตล์ญี่ปุ่น เป็นประสปการณ์ที่ดีเชียวค่ะ ^^

วันที่สองที่เกียวโต เราเน้นเดินทางด้านฝั่งตะวันออกของเมืองค่ะ เป็นวันที่เหนื่อย (กาย) ที่สุดของทริป
เนื่องจากตารางวันนี้แน่นเป็นพิเศษและเกิดเหตุไม่คาดฝันให้เราได้ลุ้นกันอีกแล้วค่ะ



ก่อนออกเดินทาง เพิ่มพลังอาหารเช้าปนเที่ยงด้วย Set กิวด้งและอุด้งน้ำ กิวด้งเป็นข้าวหน้าเนื้อผัดกับ
หัวหอมใหญ่จัดว่าเป็นอาหารจานด่วนของชาวญี่ปุ่นเค้าเหมือนผัดกระเพราบ้านเรานั่นแล นี่เป็นเนื้อชามแรก
ที่อิชั้นได้กินหลังจากการงดเนื้อวัวอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ ม.3 ขนาดไปอยู่เกาหลีที่ใครๆก็ว่าต้องยอมผิดคำสัญญา
กับตัวเองต้องกินเนื้อแน่ๆ อิชั้นยังรอดมาได้ แต่พอมาทริปนี้ ทั้งจำเป็นและทั้งตั้งใจที่จะขอยอมกินเนื้อ
เนื่องจากว่าที่พักที่เราจองไว้ที่ทาคายาม่า เสริฟ์เนื้อฮิดะเป็นเมนูเย็น ไหนๆก็ต้องกินอยู่แล้ว
ขอกินกิวด้งเลยละกัน อิอิ และก็ไม่ผิดหวังค่ะเพราะว่าไม่เหม็นเนื้อเลยสำหรับคนห่างเนื้อเป็นสิบปีอย่าง
อิชั้น ส่วนซุปของอุด้งก็อร่อย หวานมากกกกกกกก โอ๊ววว น้ำลายสออออ

หลังจากอิ่มท้อง พวกเราก็ออกเดินทางไปจุดหมายแรกของวันนี้ วัด Enkoji เป็นวัดที่คุณ ติวเตอร์ตู่ เซียนญี่ปุ่น
แห่งพันทิพแนะนำให้ไปเพราะเป็นวัดไฮไลท์ของฤดูนี้ สิ่งที่เราจดมามีแค่ชื่อป้ายรถเมล์และจุดที่เราต้องต่อรถ
แต่เราหาแผนที่จากป้ายรถเมล์ไปถึงวัดไม่ได้ กิ๊ฟก็คิดว่าคงไม่ต่างจากวัดอื่นๆที่ผ่านมา คือเดินลงจากป้าย
และเดินตามก้นของฝูงชนไปเรื่อยๆ แต่เราเจอวัดปราบเซียนเข้าแล้ว เพราะไม่มีสัญลักษณ์อะไรของวัดนี้
บ่งบอกเลย ไม่มีแม้แต่ป้าย และที่ร้ายกว่านั้น ขนาดเอาชื่อวัดเป็นภาษาญี่ปุ่นให้คนญี่ปุ่นดู พี่สองท่านยังชี้มือ
ไปคนละด้าน.....

หลังจากเดินวนหาอยู่นาน ตัดสินใจถามคุณลุงคนนึงที่ขี่จักรยานมากะลูก ลุงก็ชี้มือไปทางภูเขาให้เราเข้าไป
ทางนั้น แต่ลูกแกคงจะเห็นแววตาอ่อนล้าและเว้าวอนของพี่กะเหรี่ยงแดนสยาม เลยบอกพ่อว่า X@#$^%
ลุงเลยชี้มือให้เดินตามแกและเดินลงจูงจักรยานแทน.... *_* @_@ O_O ดวงตาของเราสามคนที่บอกไม่ถูก
ว่ารู้สึกยังไง ทั้งที่พูดกันไม่รู้เรื่องแต่ลุงก็ช่วยพาเราไปถึงวัด (ตามคำสั่งของลูกแก ฮ่าๆ) ระหว่างทางคดเคี้ยว
มาก เดินผ่านหมู่บ้าน ผ่านซอย ผ่านตรอก จนในที่สุด...หลังจาก 20 นาทีผ่านไปและพวกเราเหนื่อยหอบ
คำพูดของจิ๊บก็ปลุกพวกเราจากความเหนื่อย....ให้เป็นความตกใจ

"แก....Iphone ไม่อยู่ว่ะ"
"เฮ้ยยย หาดียัง ลองหาอีกทีไม๊"
"ไม่มีจริงๆว่ะ แย่แล้วอะ ชั้นคิดว่าลืมเอาไว้ที่ร้านข้าวว่ะ หยิบเข้าไปห้องน้ำด้วย" (ใครจำไม่ได้ว่าร้านข้าวไหน
กรุณาย้อนกลับไปดูกิวด้งของอิชั้น)
O_o O_O << ตาของป้อและอิกิ๊ฟ

พวกเราสรุปว่าจะเที่ยววัดนี้ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยนั่งรถย้อนกลับไปที่ร้านข้าวเพื่อไปดูว่าโทรศัพท์ยังอยู่ไม๊
ในใจลึกๆ อิกิ๊ฟคิดว่าน่าจะยังอยู่เพราะตำนานเล่าขานเรื่องความซื่อสัตย์ของคนญี่ปุ่น + กระเป๋าเดินทางของ
ป้อที่ไม่ล๊อกกุญแจที่โอซาก้าก็ปลอดภัยดี จนอิชั้นพูดโง่ๆออกมาว่า จะอยู่แถวนี้ให้ครบก่อนแล้วกลับไปทีเดียว
หรือจะกลับไปก่อนแล้วค่อยกลับมา (ไม่น่าถามเนอะ ใครๆก็ต้องกลัวมันหาย ปัญญาอ่อนมากวรรณนภา)

สุดท้าย ก็จะกลับไปเอาหลังจากเที่ยววัดนี้เสร็จแล้ว ถึงจิ๊บจะไม่พูดอะไร แต่พวกเราก็ได้ "กลิ่น" ความกังวล
เพราะถ้าไอโฟนหาย อีก 7 วันที่เหลือตลอดทริปจิ๊บคงเซ็งและหมดสนุกแน่นอน.....



หลังจากมาถึงวัดและได้เห็นสีสรรใบไม้ตระหง่าน พวกเราก็อดกรี๊ดกร๊าดไม่ได้ แต่หลังจากกลับมาแล้ว
เห็นรอยยิ้มของจิ๊บรูปนี้ เห็นได้ชัดจริงๆว่าเจ้ฝืนมาก ในใจคงเซ็งมากใช่ไม๊จิ๊บ?



สวนข้างในวัดตกแต่งเอาไว้สวยมาก พร้อมกับมีตั่งเอาไว้ให้คนดื่มด่ำกับความงามธรรมชาติ แต่เมื่ออีกะเหรี่ยง
เดินเข้ามา ก็กรี๊ดกร๊าดจนคนหันมา 555 เสียงดังไม่แพ้ชาติใดในโลกเล้ยยย สาวไทยเนี่ย



พวกเราใช้เวลาอยู่ที่วัดนี้นานพอสมควร เดินเล่นและดื่มด่ำกับใบไม้ ตลอดเวลาจิ๊บไม่ปริปากให้พวกเรารีบกลับ
เพื่อไปหาไอโฟนที่รักเลย แม้ว่าในใจจิ๊บตอนนั้นอาจจะไม่มีแก่ใจเดินชื่นชมธรรมชาติแล้วก็ได้

หลังจากออกจากวัด เป็นเวลาประมาณสามโมงกว่า ตอนออกจากร้านอาหารประมาณสิบเอ็ดโมง สี่ชั่วโมงที่ผ่าน
ไป ถ้ามันจะอยู่มันก็ต้องอยู่ และถ้ามันไม่อยู่ มันคงหายไปตั้งแต่เราคล้อยหลังออกจากร้านไม่นาน...

ตั้งแต่เหยียบญี่ปุ่นวันแรก พวกเราโชคดีที่ได้เจอคนดีๆ ในใจหวังว่าเราคงยังไม่ใช้โชคของเราจนหมดไป
หวังว่าจะยังมีโชคนี้อยู่จนเจอมือถือของจิ๊บนะ.....

45 นาทีให้หลัง เราก็มายืนหน้าร้านข้าว อิกิ๊ฟหยิบไอโฟนของตัวเองออกมาเตรียมสื่อสารกับพนักงานข้างใน
พอเห็นหน้าน้องที่เคาเตอร์ ก็โชว์ไอโฟนให้ดูแล้วก็ชี้ลงให้รู้ว่ามันอยู่ที่นี่ ไม่ต้องอธิบายนาน...น้องยิ้มพร้อมกับ
พนักหน้าแล้วหันไปหยิบไอโฟนของจิ๊บมาให้ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหน้าจิ๊บคงบานนน
^______________________________^

พวกเราโค้งขอบคุณหลายรอบ น้องเอาสมุดมาให้เซ็นรับของเป็นอันจบได้มือถือที่รักกลับมา อิกิ๊ฟและจิ๊บกับป้อ
ได้พิสูจน์ตำนานเล่าลือนี้แล้ว ไม่ว่าคุณๆคนไหนจะไปญี่ปุ่นขออย่าได้คลางแคลงใจในความซื่อสัตย์ของ
คนประเทศนี้เลยค่ะ ดังนั้น ไม่ต้องอยากพิสูจน์ด้วยการลืมอะไรไว้น้า เพราะความรู้สึกที่ต้องกังวล
มันไม่สนุกหรอก เชื่อเถอะ ^_-

หลังจากมาเริ่มตั้งต้นกันที่ท่ารถ ก็ออกเดินทางไปจุดหมายถัดไปของเราทันทีคือวัด Eikando ซึ่งท่านติวเตอร์
ตู่ก็ได้แนะนำมาอีกแล้วค่ะ คราวนี้หาไม่ยาก เพราะใครๆก็มาที่นี่





คนที่นี่จริงจังและตั้งใจทุกเรื่อง ขนาดมาชมวัดยังจัดเต็มเลย อยากให้เมืองไทยเป็นแบบนี้บ้าง แต่ถ้าไปเดิน
วัดแล้วเห็นคนใส่ชุดไทย อิชั้นก็คงโกยแน่บอยู่ดี ^^;

ใช้เวลาที่วัดนี้ ชม กว่า ก็ได้เวลาฟ้ามืดแล้ว แค่สี่โมงกว่าๆก็เหมือนทุ่มนึงแล้วค่ะ วัดที่นี่ปิดประมาณห้าโมง
ดังนั้นได้เวลามูฟไปหาอะไรทานดีกว่า จุดหมายต่อไปของเราคือไปย่านกิอองเพื่อหาอะไรทานแล้วต่อไป
วัดน้ำใสหรือวัด Kiyomizudera ค่ะ กว่าจะเดินหาร้านอาหารทานสำหรับคนที่อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกอย่าง
พวกเราไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในที่สุด เราก็เดินมาเจอร้านนึงโดยบังเอิญ เป็นร้านเล็กๆที่ไม่มีภาษาอังกฤษและ
เจ้าของก็พูดได้แต่ภาษาญี่ปุ่น แต่เพราะหน้าตาและคำพูดที่เชื้อเชิญให้เราเข้ามา พร้อมกับความพยายามจะ
อธิบายเมนูอาหารให้พวกเราฟังอย่างตั้งใจ...So Why not???