All-Korea-Stuffs

2010/May/17

จดๆจ้องๆจะอัพหลายวันแล้ว แต่มันไม่มีอารมณ์เลยหลังจากเห็นซากของ CTW อันเป็นที่รัก ถ้าเปรียบ CTW เป็นผู้หญิงสวยๆคนนึง ก็เหมือนถูกกระทำชำเราข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำอีก กว่าจะมีคนมาช่วย เธอก็บอบช้ำแล้วเหลือเกิน คิดว่าเธอจะรอดแล้ว แต่พวกมันเมื่อย่ำยีเธอเสร็จก็ไม่ปล่อยเธอเอาไว้ ฆ่าเธอทิ้งให้เสร็จสิ้น อยากรู้นัก เธอไปทำอะไรให้พวกมันเจ็บแค้น ฮือๆๆ เสียใจและขอไว้อาลัยให้กับทุกตึก ทุกที่ที่โดนเผา ขอให้คนไทยช่วยกันกอบกู้ประเทศคืนมาด้วยความสามัคคีนะคะ CTW - สักวันเราคงได้เจอกันใหม่นะจ๊ะ

------------------------------------------------------------

หลังจากอัพเรื่องโซลตอนที่แล้วได้ไม่นาน อิชั้นก็เป็นปลื้มมากกกกกกกกกกกที่มีเพื่อนส่งเมลมาหา บอกว่าได้รับ forward mail เที่ยวโซลตอนแรก ไม่รู้ว่าคนที่ช่วย fw เป็นใคร แต่ขอบคุณนะคะที่ช่วยโปรโมทให้ ^^ มีแรงใจทำรีวิวอื้อเลย อิอิ

หลังกลับจากไปเที่ยว English Village แล้ว พวกเราก็บรรลุเป้าหมายการมาเที่ยวที่นี่ของเราเพราะเป็นสถานที่ที่นังเจ๊ขอไว้ ที่เหลือก็เป็นการตะลุยช้อปอีตูดและสกินหูดต่อไป ช้อปจนล้มละลาย จึงกลายมาเป็นชื่อ Status Facebook อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ T_T

ขอพูดถึง คสอ เกาหลีเล็กน้อย นอกจากอีตูดและสกินหูดที่สาวไทยรู้จักกันดีแล้ว ยังมียี่ห้อที่ผุดขึ้นมาเยอะยิ่งกว่าสิวเห่อบนใบหน้าอีกค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Tony Moly, Nature Republic, Holika Holika, Rotree ฯลฯ อีกมากมายนับไม่ไหว ถามว่าคนเกาหลีเค้าใช้กันไม๊ไอ้เครื่องสำอางบ้านเค้าเนี่ย คำตอบคือ ใช้ค่ะ แต่เ็ป็นสาวๆที่ก่อนจะมีเงินเดือน เป็นพวกนักศึกษา วัยใสกันส่วนใหญ่ เพราะยังไม่มีรายได้นั่นเอง

แต่เมื่อมีรายได้แล้ว อย่าว่าแต่หางตาจะไม่มองเลยค่ะ เอาผู้ชายมาลากเข้าร้าน ก็ไม่แล อิอิ มันเป็นค่านิยมของคนเกาหลียุควัตถุนิยม เป็นการวัดคุณค่าของคนที่สนแต่เปลือกนอก BSBS มีโอกาสไปเจอ Buddy คนเกาหลีที่เคยช่วยสอนภาษาเกาหลีตอนเรียนที่นั่นเมื่อปี 2005 ผ่านมา 5 ปี ชีเรียนจบเรียบร้อย เพิ่งได้งานเป็นสาวแบงค์แห่งหนึ่ง หลังจากความเป็นเด็กกะโปโลที่เป็นภาพติดตา มาวันนี้ที่เจอกัน เปลี่ยนไปผิดหูผิดตา สวยขึ้นและแต่งตัวแต่งหน้าจัดขึ้น โอ้ว ไม่อยากเชื่อจริงๆ

 

น้องเค้าดูเป็นสาวเนอะ

ที่เกาหลี เงินเดือนเริ่มต้นของเด็กจบใหม่อยู่ที่ 2 ล้านวอนโดยประมาณ ถ้าเป็นบริษัทใหญ่อย่างพวกซัมซุงหรือLG อาจจะมากกว่า น้องก็ได้ประมาณเท่านี้โดยทำงานเป็นพนักงานเคาเตอร์ของแบงค์หรือที่เราเรียกว่า Teller น่ะแหละค่ะ สองล้านวอนก็ประมาณหกหมื่นโดยประมาณ (แล้วแต่ค่าเงิน) เหมือนจะเยอะแต่ถ้าเทียบกับค่าเช่าบ้านแล้ว ก็เหงื่อตกแน่ๆ

ค่าเช่าบ้านเกาหลี จะต้องจ่ายค่าประกันก่อนแล้วค่อยจ่ายค่าเช่ารายเดือนต่างหาก อย่างของนังเพื่อนพอต ห้องเท่ารูหนูเล็กกว่า 25 ตรม ค่าเช่าเดือนละ 12,000 บาท โดยมีค่าประกันห้อง 300,000 บาท!!! จะได้คืนก็ต่อเมื่อย้ายออก ถ้าไม่มีค่าประกันห้อง ค่าเช่ารายเดือนก็จะสูงลิบลิ่ว ดังนั้นคนส่วนใหญ่เลือกที่จะหาเงินประกันเพื่อลดค่าเช่าห้องรายเดือนลง ราคานี้ยังไม่รวมน้ำ ไฟต่างๆ เบ็ดเสร็จน่าจะตกที่เดือนละสองหมื่นบาท แต่เนื่องจากนี่เป็นห้องเช่าสำหรับนักศึกษาราคาจึงถูกถ้าเทียบกับราคาห้องเช่าที่ไม่ได้อยู่เขตมหาลัย

เพราะงั้นหกหมื่นที่ได้มาก็ไม่ได้เหลือเยอะอู้ฟู่ ไหนจะค่ากิน ค่าอยู่และค่าสังคม ค่าปาร์ตี้ของคนเกาหลีที่นอกจากจะนัดเจอกินข้าวแล้ว ยังต้องไปต่อที่ที่สอง ที่ที่สาม กว่าจะจบคืนก็หมดไปไม่น้อยกว่าสามสี่พันบาท

โอย โม้เพลินเกินสามย่อหน้าแล้ว ขอกลับมาที่รีวิวของเราอีกทีนะคะ ไปไกลจิงๆ ฮ่าๆ

วันที่สามเราก็ไปมยองดงกันเหมือนเช่นเคย เพื่อตามเก็บลิส คสอ ที่มีคนฝากซื้อ ก่อนจะออกเดินทางก็ต้องเติมพลังกันก่อน จาจังมยอน หรือบะหมี่ดำค่ะ ใครที่ชอบชมซีรีย์คงเคยได้ยินหรือผ่านตามาบ้าง

จานนี้เรียกว่า ทังซูยุค หมูผัดเปรี้ยวหวานค่ะ

สุดท้าย ข้าวผัดซอสดำ

อิ่มแล้วก็ลุยไปมยองดงกัน ใน subway มีของเล่นใหม่ที่สองปีที่แล้วยังไม่เจอ แต่วันนี้ มีไอ้นี่ให้เล่นแล้ว

ใช้ Google earth ให้เป็นประโยชน์ เป็น Digital map อยู่ตรงทางออกรถไฟใต้ดินเกือบทุกสถานี สำหรับเช๊คว่าสถานที่ที่เราจะไปอยู่ใกล้ทางออกไหน แล้วมีจุดที่เป็นที่สังเกตุตรงไหนบ้าง นอกจากเป็นดิจิตอลยังเป็น touchscreen อีกต่างหาก โซลนำกทม ไปอีกแร้ว เส้าจริงๆ เมื่อไรจะได้มีแบบนี้บ้าง

ออกจากตัวรถไฟปุ๊ป ก็จะเจอป้ายติดกับเจ้า digital view นี่ปั๊ป

หลังจากวันอันยาวนานที่มยองดง เราก็กลับมาหาข้าวเย็นกินกันที่แถวหน้ามอเหมือนเดิม เนื่องจากแถวมยองดงนั้นอาหารแพงทู้กกกกอย่าง แถมอาจจะไม่อร่อยอีก ยอมลากสังขารกลับมาดีกว่า

อาหารเย็นวันนี้คือ ทเวจี คาลบี + ซัม กยอบ ซาล (อ่านว่า ทะ เว จี นะคะ ไม่ใช่อเวจี ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ) เป็นซี่โครงหมูย่างกับหมูสามชั้นย่าง ซึ่งร้านนี้จะมีความพิเศษกว่าร้านอื่นทั่วไปตรงที่ หมูสามชั้นจะบางมากกกกก แล้วพอย่างจนสุกมันจะกรอบบางเหมือนกับบ๊ะโป้วเลยทีเดียว (บ๊ะโป้ว แปลเป็นไทยคือ หมูแผ่นปิ้งที่ขายตามเยาวราชค่ะ)

เห็นมุมซ้ายบนไม๊คะ มันบางจนม้วนกลมๆแบบนั้นเลย

โซจูแก้วแรกของนังก้อยกะนังเจ๊ อร่อยขนาดไหนดูหน้านังเจ๊ได้ ฮ่าๆ

หลังจากจบอาหารเย็น ก็ไปต่อร้านเหล้า (อย่างที่บอกว่าคนเกาหลีต้องกินแล้วไปต่อเรื่อยๆ จากกินข้าวไปร้านเหล้า ร้านเหล้าไปโนเรบัง = คาราโอเกะ แล้วจากนั้นก็อาจจะไปกินเหล้าต่ออีก ไม่เมาตายให้รู้ไป)

พวกเราไปกินเหล้ามักกอรีกันต่อ เหล้ามักกอรีก็เหมือนกับเหล้าข้าว หรือเหล้าสาโท รสชาติ....อืม แยกแยะไม่ได้แฮะว่าเป็นไง รู้แต่ว่ามันคือเหล้า อิอิ กินแล้วแก้มเริ่มแดงเป็นหัวหอม

เค้ากินเหล้ากะผัก ประเทศนี้แปลกปะล่ะ

เนื่องจากเราเหนื่อยกันทั้งวันเลยไม่ได้ไปต่อที่ไหนอีก เดินกลับห้องกันเลย ช่วงเวลานั้นประมาณห้าทุ่มครึ่งแล้ว แต่เดินเข้ามหาลัยมาถึงกับงง คนมาเดินรอบสนามฟุตบอลกันสิบกว่าคน ไม่ได้มาประท้วงอะไรแต่มาเดินออกกำลังกายค่ะ บ้างก็เดินเร็ว บ้างก็เล่นบาส บ้างก็กระโดดเชือก ชีวิตคนเกาหลีเค้าเริ่มต้นหลังหกโมงเย็นจริงๆนะคะ เป็นบ้านเรา คงนั่งดูละครช่องหลายสีกันอยู่แหงๆ

วันต่อมาเป็นวันสุดท้ายแล้วล่ะค่ะ ก่อนกลับเราก็ชิวๆกันด้วยการไปเดิน E Mart เป็นซุปเปอร์ใหญ่ที่สุดของโซล เป้าหมายก็ไม่ใช่อะไร รา-มยอนเกาหลี (มาม่า) สาหร่าย แล้วก็ขนมของฝากทั้งหลาย ช้อปเสร็จก็ได้เวลากินอาหารเที่ยง อาหารเกาหลีมื้อสุดท้ายของทริปนี้ ทัคโตรีทังค่า

กิมจิมาเป็นต้น สงสัยป้าขี้เกียจหั่น

นังเจ๊กะนังก้อย อาวุธพร้อมมือ

นางเอกของเราปรากฎตัวแร้วววว เห็นแบบนี้มันเดือดปุดๆเลยค่ะ เป็นไก่ผัดพริก ใส่มันฝรั่ง พริกหวาน ต้นหอม เต้าหู้ ทุกคนบอกว่าอร่อยอีกแล้ว

ขอบอกเคล็ดลับการสั่งอาหารเกาหลีหน่อยนะคะ ที่นี่ ปกติการสั่งอาหารจะสั่งเป็นจำนวนที่ ตามจำนวนคนที่มาทาน เช่น มาสี่คน ก็สั่งสี่ที่ขึ้นไป แต่เนื่องจากสาวๆไทยทานกันน้อย กระเพาะเล็กกว่าคนที่นี่ ส่วนใหญ่เราก็จะสั่งน้อยกว่าจำนวนจริงที่มาหนึ่งที่ เช่นไปสี่ สั่งแค่สามที่พอ ซึ่งก็ทำให้หน้าเจ้าของร้านแปรเปลี่ยนจากมือเป็นทีนได้ไม่ยาก เราก็จะต้องบอกเค้าว่าถ้าทานไม่อิ่มจะสั่งเพิ่มแน่นอน ไม่อยากทานเหลือ ดังนั้นหากคุณๆไปทานอาหารที่นั่น ก็ขอให้เข้าใจด้วยว่ามันเป็นวัฒนธรรมของเค้าที่จะไม่สั่งอาหารน้อยเกินจำนวนที่มาจริงค่ะ

หลังจากอิ่มแล้ว ก็เตรียมตัวเดินทางไปขึ้นรถ AE ที่สถานี ชองยังนี เหมือนขามา แต่โชคดีที่แฟนเพื่อนจะไปส่งให้ เพราะด้วยสัมภาระบ้า สงสัยต้องไปแท๊กซี่สองคันแหงๆ

โอป้า ~ โคมับซึมนีดะ ^^

พอมาถึงสนามบิน ก็เป็นประเพณีที่เราต้องถ่ายรูปสมบัติบ้าของเราก่อนเช๊คอิน ทริปไหนทริปนั้นไม่เคยไม่แบกเยอะ ไม่รู้เป็นอะไรสิน่า ไม่ให้ล้มละลายยังไงไหว

เป็นสมบัติบ้าของสามคนค่ะ เห็นกล่องกระดาษที่แพคไม๊คะ อันนั้นเป็นกล่องมาม่าเกาหลี หลังจากเราซื้อที่ E Mart แล้ว ก็แพคโหลดใต้ท้องเครื่องไปเลย อย่ามารีแพคในกระเป๋าเดินทางนะคะ เปลืองที่ อิอิ

ที่พวกเรากังวลที่สุดคือ น้ำหนักของกระเป๋าเพราะที่เกาหลีเป็นเรื่องตำนานเล่าขานว่าเจ้าหน้าที่โหดมากเรื่องน้ำหนักเกิน และมันไม่ใช่เพียงตำนานค่ะเพราะอิกิ๊ฟเจอมาแล้วกะตัวตอนกลับจากไปเรียนครั้งที่แล้ว ถึงกะต้องรื้อของทิ้งกันเลยทีเดียว ไม่งั้นก็โดนปรับ กก ละ หมื่นวอนอัพ

พวกเราสามคน ได้นน คนละ 25 โล ดังนั้นพวกเราจึงไปทดลองชั่งดูก่อนเช๊คอิน ปรากฎว่าน้ำหนักรวมคือ 75.66 กิโล เย้ๆๆๆๆๆ เกินมาแค่ .66 รอดแล้ว

ถึงแม้ตอนนั้นที่กลับมา หลายประเทศจะประกาศห้ามเดินทางมาเที่ยวไทยก็ตาม แต่ก็ยังชื่นใจที่เห็นคู่ฮันนีมูนหลายคู่มาเมืองไทยอยู่ เป็นเอกลักษณ์มากค่ะที่ต้องใส่ couple cloth เท่าที่ดูเห็นประมาณเกือบสิบคู่แน่ะ ผู้ชายไทยไม่ยอมใส่แบบนี้ เส้า

เตรียมบอร์ดดิ้งแล้วค่ะ โซล บ๊ายบายแล้วนะ

เป็นอีกหนึ่งธรรมเนียมปฎิบัติที่อิกิ๊ฟจะต้องถ่ายรูปรองเท้า จิตใช่ไม๊คะ 555+ ขอบคุณเท้าคู่นี้ที่พาเดินทางออกไปเห็นโลกกว้าง

ขากลับ เราโชคดีที่ได้นั่งเครื่องแบบ 200ER เพราะว่ามี PTV ให้ด้วย ดูหนัง ฟังเพลง เล่มเกมกันเพลินไปเลย

อาหารเย็นเสริฟ์บนเครื่อง มีข้าวผัดไก่เขียวหวานกับข้าวยำบิบิมบับ ซึ่งมีเนื้อสับ แต่อิชั้นอยากกินจึงต้องแอบเขี่ยทิ้ง

ขอปิดภาพทริปนี้ด้วยวารสารสวัสดีของทีจี ในโอกาสครบรอบ 50 ปีที่ออกโปรดีๆให้เราบินตรง เวลาดี ด้วยราคาที่ถูกมาก ขอบคุณนะคะ

จบจากทริปนี้ คงไม่ได้ไปไหนอีกนาน เพราะล้มละลาย T_T คงต้องเริ่มเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวกันใหม่

ใครที่อ่านบลอคนี้ไม่ว่าจะบ่อยหรือไม่ อาจจะรู้สึกหมั่นไส้อีเจ้าของบลอคที่ทำไมมันเที่ยวบ่อยจังวะ รวยมากหรืออย่างไร ทำไมมันเดี๋ยวก็ไปอีกแล้ว อิชั้นอยากจะบอกว่า จุดมุ่งหมายในชีวิตของคนแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน บางคนมีชีวิตเพื่อมีเงินในบัญชีให้มากที่สุด บางคนซื้อบ้าน บางคนเพื่อซื้อรถ หรือบางคนเพื่อไปลงทุน แต่สำหรับอิชั้น มีชีวิตเพื่อเห็นโลกให้กว้างที่สุด เงินอาจจะน้อย รถก็ไม่มี แต่มีความสุขทุกครั้งที่ได้เก็บกระเป๋าออกเดินทาง

ทุกครั้งที่ได้ออกเดินทาง นอกจากจะได้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ อิชั้นก็ได้พบเจอเรื่องราวใหม่ๆระหว่างการเดินทางเสมอ เป็นการเรียนรู้เพื่อโตขึ้น เป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าใจโลกมากขึ้น มันอิ่มเอมและเติมเต็ม มีแรงที่จะกลับมาทำงานเป็นโค กระบือสำหรับรอคอยทริปต่อไป เสพติดการเดินทาง ว่าได้อย่างนั้น ^^

สำหรับทริปโซลทริปนี้ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่า



BLuEs&A~bLuEskY
View full profile
Code Here.