2013/Sep/19

หายหน้าไปเกือบปี คงมีหลายคนสงสัยว่า ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า...ชีวิตชีช้ำตั้งแต่ต้นปียันกลางปี แต่ใครจะคิดว่าพอพ้นเดือน 7 มาได้ ชะตาก็พลันเปลี่ยนจากหน้าทีนเป็นหลังมือ เอาเป็นว่า ตอนนี้เป็นหนึ่งในช่วงที่มีความสุขในชีวิตเลยก็ว่าได้ แม้ว่าเบบี๋จะยังไม่กลับมาเกิดสักที แต่เราก็จะไม่ท้อถอยและยังรอคอยอยู่เสมอค่ะ Embarassed

กลับมาครั้งนี้เพราะอยากจะมารีวิวทริปที่ได้ไปเซิ้งกับพี่บึ้กมาตอนสงกรานต์ เป็นทริปยาวที่สุดในชีวิตและเป็น
การเดินทางที่มีความหมายมากที่สุดครั้งนึงในชีวิตด้วยค่ะ :)) กว่าฮีจะยอมใจอ่อนพาอิชั้นไปเซิ้งด้วยเนี่ย ต้องทั้ง
ตลกโปกฮาใส่ ไหนจะต้องเล่นบทเจ้าน้ำตาดราม่า จนสุดท้ายคงคิดได้ว่าถ้าไม่ยอมพานังเมียไป
มันจะไม่ยอมปล่อยให้ชีวิตสงบสุขแน่ๆ Yell 

ตอนแรกวางแผนว่าจะไปแกรนด์อิตาลีกันประเทศเดียว
เจาะให้พรุนแล้วไม่ต้องกลับไปอีกแล้วชีวิตนี้ แต่กลายเป็นว่าบริษัทประกาศพาไปอิตาลี
(อิจฉาล่ะซี้ ฮี่ฮี่) เลยต้องหาจุดหมายปลายทางใหม่ เชื่อไม๊ว่าถึงกับเปิดแผนที่โลกกันดูเลยทีเดียว
เพราะนึกไม่ออกว่าจะไปไหนดี

ถ้าพูดถึงยุโรป คนส่วนใหญ่คงนึกถึง ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ สวิส ประเทศในตำนานทั้งหลาย แต่ไม่รู้อะไรสิง
เสนอเยอรมันขึ้นมาลอยๆ พอพี่บึ้กบอกว่าเยอรมันน่าไปแค่นั้นแหละ อิชั้นก็ใจง่ายยอมปล่อยตัวปล่อยใจให้
เยอรมันทันที (นานๆที ฮีจะมีความเห็น ดังนั้น สิ่งที่ฮีนำเสนอจึงเลอค่าค่ะ) และไม่เคยคิดเลยว่าการยอมปล่อย
ตัวในวันนั้น จะทำให้อิชั้นต้องมองเยอรมันใหม่ในวันนี้ ในบรรดาเมืองทั้งหมดที่ไป สองเมืองจากเยอรมันเป็นที่ที่
คิดถึงและตราตรึงที่สุดในทริป ดังนั้น เหมือนกับ ส.ด.ด (อ่านว่า สัน-ดาน-เดิม) ที่ชอบเก็บลูกชิ้นไว้กินสุดท้าย
เราจะไม่รีวิวเมืองที่ชอบที่สุดก่อนค่ะ :D ค่อยๆตามอ่านไปตามเส้นทางละกันเนอะ รับปากว่าจะไม่ยอมโดนอุ้ม
จะรีวิวทริปให้จบครบถ้วนกระบวนความ อย่างน้อยเผื่อจะเป็นประโยชน์ถ้ามีใครจะวางแผนไปปีหน้า เนาะ 
----------------------------------------------------------------------------------

สุดท้ายก็ได้แผนคร่าวๆไปยุโรปตะวันออกกัน ระยะเวลาที่ขาแตะพื้นทั้งหมด 11 วัน 10 คืน (10-20 เมษา)
เริ่มจาก มิวนิค - ชาลสบูรก์ - ฮอลล์สแตท - เชสกี้ ครุมลอฟ - ปราก - เบอร์ลิน ตามแผนการ (นอน) ดังนี้ค่ะ

10 เมษา | มิวนิค
11 เมษา | มิวนิค
12 เมษา | ชาลสบูรก์
13 เมษา | ฮอลล์สแตท
14 เมษา | เชสกี้ ครุมลอฟ
15 เมษา | ปราก
16 เมษา | ปราก
17 เมษา | เบอร์ลิน
18 เมษา | เบอร์ลิน
19 เมษา | เบอร์ลิน

ออกเดินทางกันเลยดีไม๊คะ :D

เราจองตั๋วล่วงหน้า 4 เดือน ครั้งที่สองของอิชั้นกับกาต้าร์แต่เป็นครั้งแรกของพี่บึ้กค่ะ ระดับสายการบิน 5 ดาว
หมดห่วงเรื่องบริการ อาหาร และความสะดวกสบายอื่นๆ Amenity Kit จัดเต็มพร้อมนอนมากกกก



อย่าเพิ่งตกใจกับหน้าสดๆ 555 ตอนนี้ถ่ายฆ่าเวลาตอนเปลี่ยนเครื่องที่โดฮา
ใครจะแต่งหน้าเต็มเพื่อนอนบนเครื่อง จิงปะ



กะลังเริ่มเมื่อยได้ที่ก็ถึงพอดี การเดินทางเข้าเมืองจากสนามบินมิวนิคสะดวกสบายมากค่ะ ซื้อตั๋ว Day Pass
ก็นั่งยาวๆเข้าเมืองได้เลย ระบบขนส่งของเยอรมันขึ้นชื่อมากอยู่แล้ว เราได้ยินคำนี้ตั้งแต่ตอนวางแผนทริป
แต่ไม่รู้ซึ้งถึงความหมายจนได้ย่ำไปเองนี่แหละ



สโลแกนของ มิวนิคคือ Munich loves You...โดยไม่รู้ตัว ว่าเราสองคนก็หลงรักมิวนิคเช่นกัน



ใช้เวลาประมาณเกือบ ชม เราก็มาถึงสถานีแถวบ้าน เดินดูแผนที่งงๆ หลงๆ ฝนก็ตก หนาวก็หนาว แต่น้ำใจคน
เยอรมันทำให้อากาศอุ่นขึ้นมาในบัดดล เดินเข้ามาถามกะเหรี่ยงว่ามองหาอะไร แล้วก็ชี้ๆทาง ผิดถูกไม่รู้
แต่กรูประทับใจ 555 ไหนใครว่าคนเยอรมันไม่เป็นมิตรไง

เดินอีก 10 นาทีก็เจอโรงแรมแล้ว เราจองที่พักชื่อ Hotel Cocoon ไว้ โรงแรมเกร๋ค่ะ คอนเซปต์แน่นตามชื่อเลย
Cocoon แปลว่า ดักแด้ เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างรวมทั้งสีก็สื่อถึงดักแด้ได้เป็นอย่างดี พี่บึ้กถึงกับออกปากว่าเยี่ยม






แต่เอิ่ม ดักแด้ต้องแก้ผ้าด้วย? อันนี้เป็น Logic ที่ชั้นยากจะเข้าใจ ห้องน้ำกระจกรอบด้าน
ไม่มีแม้แต่ม่านบางๆสักผืน ขนาดมากันแบบคู่ผัวตัวเมียยังอดกระดากไม่ได้ แล้วถ้าเป็นเพื่อนหรือครอบครัวจะ
ทำยังไง อาบน้ำทีชั้นนึกว่ามีพิธีกรรมอะไร Frown

เก็บของพร้อมท่องโลกกว้าง...แพลนวันนี้ไม่มีอะไรเยอะ เราจะไปเยี่ยมจตุรัส Marienplatz ที่เป็นเหมือนสะดือ
ของมิวนิคกัน แล้วก็แวะกินอะไรอร่อยๆที่โรงเบียร์ Hofbrauhaus อันแสนโด่งดัง แม้มิวนิคจะไม่ใช่เมืองหลวง
ของเยอรมัน แต่มีฐานะดั่งสนมเอกเพราะเป็นเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย เป็นเจ้าของเทศกาล Oktoberfest
เทศกาลเบียร์ที่ดังที่สุดในโลกช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี







แม้จะไปช่วง spring แต่อากาศเดือนเมษายังหนาวจับใจ บวกกับฝนที่ตกด้วยแล้ว อิชั้นถึงกับสั่นอ้อนพี่บึ้กเลย
เชียว ถามว่าฮีเห็นใจไม๊ ตอบเลยว่า ไม่!



ศาลาว่าการประจำเมืองที่เป็น แลนด์มารค์สำคัญตรงจตุรัส มาเรียนปลาส







ถึงแร้ววววววววววววววววว



ด้วยความที่เป็นคนไม่ดื่มทั้งคู่ พี่บึ้กเลยสั่งแก้วใหญ่สุด เพื่อ?? เพื่ออะไรไม่รู้ ชั้นไม่เข้าใจ Logic อีกแล้ว
แก้วใบใหญ่เท่าหัวเลยดูสิ คนเสริฟ์ยังถามอีกว่า แก้วเดียวเหรอ อย่าเลย แค่แก้วเดียวสองคนช่วยกันยังไม่หมด
อนาถแท้ อุตส่าห์มาจากประเทศที่คนกินเหล้าทุกเทศกาล อุตส่าห์มาถึงเมืองหลวงของเบียร์ ชั้นอาย 555



และนี่คืออาหารที่ตั้งใจว่า มันคงอร่อย ตอนแรกจะสั่งขาหมูเยอรมัน แต่กะเหรี่ยงอ่านเยอรมันไม่ออก รูปก็ไม่มี
ชั้นเลยจิ้มอันที่คิดว่าปลอดภัยสุด กลัวสั่งขาจะได้หัวหมูมาแทน สุดท้าย ได้อะไรมาไม่รู้ กินกันงงๆ 555 ถามว่า
อร่อยไม๊...ตอบยากมาก ถามว่าอิ่มไม๊ คงตอบว่า เลี่ยนมาก เลยได้บทเรียนบทแรกว่า ไม่จำเป็นต้องกินอะไรที่เค้า
(ว่า) ต้องกินถ้ามันไม่เหมาะกับเรา สิ่งที่ดีสำหรับคนอื่นอาจจะไม่ใช่สำหรับเราเสมอไป



กินอิ่มก็เดินสำรวจร้านรวง ไม่ใช่เพื่อช้อปปิ้งแต่เพื่อการสำรวจเศรษฐกิจชุมชนแถวนี้







จบวันที่ 1 ไปแบบเหนื่อยๆ เพลียๆ เข้านอนเก็บแรงสำหรับวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่นี่

สำหรับโปรแกรมวันที่ 2 ช่วงเช้าไปเยี่ยม Residenz Palace ในอดีตเป็นที่ประทับของกษัตริย์แห่งบาวาเรีย
ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมแล้วยังมีห้องเก็บพระสมบัติด้วย







สวยงามตามท้องเรื่อง...

ช่วงกลางวัน แวะไปเดินเล่นที่ตลาด Viktualienmakt ตลาดขายอาหารสดประจำเมือง เมนูเที่ยงวันนี้ได้แก่...

แอ่น แอ๊นนนน



มาถึงเยอรมันทั้งที ไม่กินไส้กรอกได้ไงใช่ปะ



โฉมหน้าคุณลุงเจ้าของร้าน เห็นเป็นพ่อค้าไส้กรอกอย่างนี้ ฮีไม่ธรรมดานะ Import ผ้าไหมจากไทยมาขายที่นี่
เที่ยวเมืองไทยแทบทุกปี ฟังแล้วชื่นใจ



แบบนี้เรียกว่า Currywust คือไส้กรอกที่โรยผงกะหรี่ ลุงถามว่ากินเผ็ดได้ไม๊
โถ ลุง จะมีคนไทยสักกี่คนที่บอกว่าผงกะหรี่เผ็ด



กินกันแค่นี้แหละ 500 กว่าบาท!! ก่อนมาก็รู้ว่ายุโรปแพง แต่ตอนกลับถึงได้รู้ว่า มิวนิคนี่แหละ แพงที่สุดในทริป

ออกจากร้านแบบอิ่มเหมือนไม่อิ่ม...ทำไงได้ อิชั้นมันกะเหรี่ยงคาร์โบไฮเดรต แต่เพื่อไม่ให้พี่บึ้กค่อนขอด เลยเชิด
ว่าคนเยอรมันเค้ากินกันแค่นี้ เรา get local ก็ควรกินตามแบบเค้า หารู้ไม่ว่านังเมียท้องร้องโครกครากตลอดทาง
Tongue out หลังเที่ยง เรามีโปรแกรมไป BMW Welt กัน ไม่ใช่แค่โชว์รูมกระจอกๆนะจ๊ะ มีดีกรีเป็นถึงมิวเซียมโชว์
เทคโนโลยี่ของบีเอ็มเลยทีเดียว





แค่ตึกก็ชนะเลิศ...คนเรียนออกแบบมา (ใหม่ๆ) อย่างพี่บึ้กถึงกับตาวาว



เจ้าหน้าที่ขับบีเอ็มจิ๋วคันนี้โฉบไปรอบๆด้วย เกร๋มากกกกก



ชั้นล่างเป็นส่วนแสดงรถยนต์รุ่นต่างๆพร้อมกับให้ทดลองเข้าไปนั่ง ชั้นบนเป็นส่วนของ Motorbike และคาเฟ่

เดินเล่นกันสักพัก ก็วกกลับไปเดินเล่นแถวโรงแรม ถนนตรงนั้นเชื่อมกับมาเรียนปลาสได้ มีร้านเก๋ๆเต็มเลย



จบวันที่สองไปอย่างรวดเร็ว จริงๆควรจะให้เวลามิวนิคอีกคืน ยังมีอีกหลายที่ที่น่าไป มี day trip เส้นทางมหาชน
ไปปราสาทนอยชวานสไตล์ แต่เราไม่มีเวลาพอ เลยต้องขอยกยอดกลับมาซ่อมรอบหน้า (ถ้ามีโอกาส)

เช้าวันรุ่งขึ้นเราต้องออกจาก รร ตั้งแต่ 8 โมงนั่งรถรางไปสถานีรถไฟเพื่อเดินทางไปเมืองชาลสบูรก์
การเดินทางด้วยรถไฟสะดวกมากกกก ราคาตั๋วกรุ๊ปแบบประหยัด 29 ยูโร ใช้เดินทางตั้งแต่ 2-5 คน ถ้ามายิ่ง
เยอะ ยิ่งประหยัด

เราสำรวจวิธีการเดินทางมาสถานีรถไฟและกะเวลารอรถรางตั้งแต่คืนก่อน ซึ่งแนะนำว่าควรทำเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าคุณจะเดินทางด้วยรถไฟหรือรถบัส เพราะถ้าหลงหรือหาไม่เจอ โอกาสตกรถมีสูงมากเนื่องจากรถไฟ
ตรงเวลาอย่างยิ่ง



คุณๆจะได้เห็นสองใบนี้ทั้งทริป เจ้าส้ม...เขียว เสียวตลอดทาง เสียวว่าล้อมันจะหักเมื่อไร



Munich Hauptbahnhof หรือสถานีรถไฟกลาง จำคำว่า Hauptbahnhof ไว้แล้วจะขึ้นรถลงเรือด้วยความมั่นใจ



มีเวลาพอจะซื้อเสบียงไปกินบนรถไฟ



พี่บึ้กเล็งว่าใช่ขบวนของเราไม๊ ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเวลาใกล้ออกค่อยขึ้นนะคะ ที่นั่งชั้นสองไม่ได้ระบุเลขที่นั่ง
ดังนั้น ขึ้นก่อนเลือกที่นั่งก่อน โชคดีมากกกกที่ตอนขึ้นไปยังพอมีที่เหลือ ไม่งั้นต้องยืนตลอดทางค่ะ



Bye Bye Munich....

สำหรับเรา Munich เป็นเมืองที่เกือบจะเพอร์เฟค ยกเว้นแค่ค่าครองชีพที่แพงกว่าเมืองหลวงอย่างเบอร์ลิน
การคมนาคมที่สะดวกมากกก อาหารที่อุดมสมบูรณ์รวมถึงการเดินทางต่อไปยังเมืองต่างๆรอบๆบริเวณนี้
แม้จะมีเวลาแค่ 2 วันที่นี่...แต่ช่วงเวลาทุกนาที ก็น่าจดจำเหลือเกิน

-----------------------------------------------------------------------------

บลอคหน้าพบกับ Salzburg เมือง Mozart นะคะ ขอบคุณที่อ่านจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ :D

มีคำถามอะไรเกี่ยวกับการเดินทาง หรือ มิวนิค ทิ้งคำถามไว้ได้ที่คอมเม้นท์นะคะ














BLuEs&A~bLuEskY
View full profile
Code Here.